วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

cites



CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) คือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชพรรณจากป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เพื่อปกป้องและคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชพรรณป่าจากการใช้ประโยชน์เพื่อการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมากจนอาจทำให้สัตว์และพืชบางชนิดสูญพันธุ์ได้ ปัจจุบันมีประเทศที่เป็นสมาชิกอนุสัญญา CITES ทั้งสิ้น 152 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยซึ่งเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญา CITES เมื่อปี พ.ศ. 2526

ภายใต้อนุสัญญา CITES ประเทศสมาชิกต้องจัดให้มีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ใช้บังคับตามข้อกำหนดของอนุสัญญา โดยการห้ามทำการค้าพันธุ์พืชและสัตว์ที่เป็นการละเมิดอนุสัญญา CITES และมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอนุสัญญา CITES จะประชุมกันในทุก 2 ปี เพื่อทบทวนการนำข้อบังคับของ CITES ไปใช้ ตลอดจนเพื่อทบทวนความเหมาะสมของบัญชีสัตว์และพืชที่อยู่ในอนุสัญญาด้วย

สำหรับบัญชีพืชและสัตว์ตามข้อกำหนดของอนุสัญญา CITES (Appendix) สามารถจำแนกตามความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ดังนี้ Appendix I เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่ใกล้สูญพันธุ์และอาจสูญพันธุ์ได้หากยังนำมาค้าขายกันอยู่ เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี กล้วยไม้เอื้องปากนกแก้ว เป็นต้น การค้าสัตว์หรือพืชที่ใกล้สูญพันธุ์มีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากจนอาจเรียกได้ว่าเป็นบัญชีสัตว์หรือพืชที่ห้ามทำการค้าขายกันโดยปริยาย เว้นแต่เป็นการขยายพันธุ์หรือ เพาะพันธุ์เพื่อการศึกษาและวิจัยเท่านั้น

Appendix II เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่เหลือค่อนข้างน้อยแต่ยังไม่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นปรง ต้นพญาไร้ใบ ต้นกฤษณา เป็นต้น สัตว์หรือพืชในบัญชีนี้ได้รับอนุญาตให้มีการค้าขายได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการควบคุมที่เข้มงวด อาจสูญพันธุ์ได้ในที่สุด

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/ryt9/251162


ตัวอย่างสัตว์

 แพนด้าแดง (Ailurus fulgens



 ชิมแปนซี (Pan spp.)



พืช


 เมื่อยขาว (Gnetum montanum Markgr.)







cop24

   

cop24 ย่อมาจาก conference of the paties to the United Nations Framework Convention


           United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC หรือ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 24 หรือ COP24 เริ่มขึ้นแล้ว โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกเกือบ 200 ประเทศเข้าร่วมการประชุม ระหว่างวันที่ 3 - 14 ธันวาคม 2561 ณ เมืองคาโตวีตเซ สาธารณรัฐโปแลนด์ การประชุมใหญ่ระดับโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวทีนี้ มีวาระสำคัญคือ การออกกฎกติกาใหม่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตามข้อตกลงปารีส ปี 2015 (พ.ศ.2558)
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวไทยในวันเปิดการประชุมที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 4-9 กันยายนที่ผ่านมาว่า นายมีเคล กูร์ตีกา ว่าที่ประธานการประชุม COP24 กล่าวว่า การเปิดการประชุมที่กรุงเทพฯ จัดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้นานาชาติสามารถสรุปหลักเกณฑ์ที่ภาคี 197 ประเทศจะปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสปี 2558 เรื่องการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หากนานาชาติไม่สามารถสรุปหลักเกณฑ์ได้ภายในการประชุม COP-24 ที่โปแลนด์ ข้อตกลงปารีสก็จะหมดความน่าเชื่อถือ ทุกฝ่ายจึงต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด ต้องมีข้อเสนอและทางออกที่เป็นรูปธรรมในเวลานี้
ข้อตกลงปารีสกำหนดไว้ว่า จะจัดสรรเงินปีละ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับจากปีพ.ศ.2563 ให้แก่ประเทศยากจนที่เผชิญปัญหาน้ำท่วม คลื่นความร้อน ระดับน้ำทะเลสูง และพายุรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ประเทศยากจนต้องการให้จัดสรรเงินนี้ด้วยงบของรัฐ แต่ประเทศร่ำรวยต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมสมทบและมีกำไรในการดำเนินโครงการ อีกทั้งประธานาธิบดีนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงและไม่ยอมจ่ายเงินที่รัฐบาลชุดก่อนรับปากไว้ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ข้อตกลงปารีสยังกำหนดไว้ว่า จะจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส แต่สิ่งที่นานาชาติรับปากเปิดทางให้อุณหภูมิโลกสูงเกินกว่า 3 องศาเซลเซียส

สนธิสัญญา

         สนธิสัญญาปารีส


ความตกลงปารีส (อังกฤษParis Agreement) เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 ความตกลงดังกล่าวเจรจากันในช่วงการประชุมภาคีสมาชิกของยูเอ็นเอฟซีซีซีครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้รับความเห็นชอบในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558 โลร็อง ฟาบีอุส ประธานที่ประชุมและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของฝรั่งเศส กล่าวว่าแผนการอัน "ทะเยอทะยานและสมดุล" นี้คือ "จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์" ในความพยายามลดภาวะโลกร้อน


สนธิสัญญาโตเกียว

พิธีสารเกียวโต (อังกฤษKyoto Protocol) ต่อท้ายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก UNFCCC เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรลุ "เสถียรภาพความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศที่ระดับซึ่งจะป้องกันการรบกวนอันตรายจากน้ำมือมนุษย์กับระบบภูมิอากาศ"ที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โดฮาในปี 2555 ภาคีพิธีสารเกียวโต ตกลงระยะผูกมัดการลดการปล่อยที่สองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งเกิดขึ้นในรูปของการแก้ไขพิธีสารฯ 37 ประเทศซึ่งมีเป้าหมายผูกพันในระยะผูกมัดที่สอง ได้แก่ ออสเตรเลีย รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปทุกรัฐ เบลารุส โครเอเชีย ไอซ์แลนด์ คาซัคสถาน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์และยูเครน] เมื่อรวมกันแล้ว ประเทศเหล่านี้จะลดการปล่อยร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับระดับเมื่อปี 2533 ระหว่างปี 2556-2563 เป้าหมายอาจปรับเพิ่มขึ้นในปี 2557 เป้าหมายการปล่อยที่ระบุไว้ในระยะผูกมัดที่สองจะมีผลต่อการปล่อยแก๊สเรือนกระจกของโลกราวร้อยละ 15 ภาคีภาคผนวกที่ 1 หลายรัฐซึ่งเข้าร่วมในพิธีสารเกียวโตรอบแรกมิได้รับเป้าหมายใหม่ในระยะผูกมัดที่สอง ได้แก่ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และรัสเซีย ภาคีภาคผนวกที่ 1 อื่นซึ่งไม่มีเป้าหมายรอบสอง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (ซึ่งไม่เคยเป็นสมาชิกของพิธีสารฯ) และแคนาดา (ซึ่งถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต มีผลบังคับปี 2555)


สนธิสัญญากรุงโรม


สนธิสัญญาโรม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1958 มีการลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1957 โดยเบลเยียม ฝรั่งเศส อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีตะวันตก คำว่า "เศรษฐกิจ" ถูกลบออกจากชื่อสนธิสัญญา โดยสนธิสัญญามาสตริกต์ ใน ค.ศ. 1993 และสนธิสัญญาดังกล่าวเปลี่ยนใหม่เป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการทำหน้าที่ของสหภาพยุโรป เมื่อสนธิสัญญาลิสบอนมามีผลใช้บังคับใน ค.ศ. 2009
ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเสนอให้ค่อยๆ ปรับภาษีศุลกากรลดลง และจัดตั้งสหภาพศุลกากร มีการเสนอใช้จัดตั้งตลาดร่วมสินค้า แรงงาน บริการและทุนภายในรัฐสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และยังได้เสนอให้จัดตั้งนโยบายการขนส่งและเกษตรร่วมและกองทุนสังคมยุโรป สนธิสัญญายังได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการยุโรป


สนธิสัญญาริโอเดจาเนโร

กติกาสัญญาป้องกันในระดับภูมิภาค ลงนามกันที่เมือง ริโอ เดอ จาไนโร เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1947 กำหนดให้มีระบบความมั่นคงร่วมกัน เพื่อต้านทานปฏิบัติการรุกรานที่จะมีมาในซีกโลกตะวันตก ประเทศภาคีของสนธิสัญญาประกอบด้วยสาธารณรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาจำนวน 21 สาธารณรัฐด้วยกัน แต่ต่อมามีสาธารณรัฐหนึ่ง คือ รัฐบาลคัสโตรของคิวบา ได้ถูกกีดกันออกไปมิให้เข้าร่วมอยู่ในระบบป้องกันระหว่างรัฐในทวีปอเมริกานี้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 เป็นต้นมา ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้นั้น ก็ให้ดำเนินการโดยผ่านทางการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศขององค์การรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกา (โอเอเอส) หรือที่ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ดำเนินการโดยคณะมนตรีขององค์การโอเอเอส สนธิสัญญานี้ใช้บังคับทั่วพื้นที่ในซีกโลกตะวันตก คือครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ขั้วโลกเหนือจนจรดขั้วโลกใต้ และมีขอบเขตในการดำเนินการ คือ ต่อต้านการรุกรานโดยอ้อมกล่าวคือ "ที่มิใช่เป็นการโจมตีด้วยอาวุธ" รวมทั้งการโจมตีโดยตรง ที่กระทำต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในทวีปอเมริกา ในกรณีที่เป็นการโจมตีโดยตรงนั้น ภาคีสมาชิกแต่ละประเทศตกลงที่จะปฏิบัติการต่อต้านผู้รุกราน และให้ภาคคีสมาชิกแต่ละประเทศตัดสินใจเองว่าจะใช้วิธีการตอบโต้อย่างไร จนกว่าจะได้มีการตกลงร่วมกันในมาตรการต่าง ๆ ที่จะใช้ร่วมกัน ส่วนในกรณีที่เป็นการรุกรานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีโดยตรง ตัวอย่างเช่น รัฐหนึ่งให้การสนับสนุนการปฏิวัติในอีกรัฐหนึ่ง กรณีเช่นนี้ก็ให้ภาคีสมาชิกปรึกษาหารือกันเท่านั้น แต่เมื่อจะมีการใช้มาตรการบังคับต่าง ๆ นับแต่มาตรการทางการทูตและทางการเศรษฐกิจจนถึงมาตรการทางการทหาร ก็จะต้องมีเสียงสนับสนุนสองในสามของมวลภาคีสมาชิกของสนธิสัญญาพันธมิตรฉบับนี้ 



cites

CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) คือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับส...