โครงงานบัวลอยสี่สหาย

บทคัดย่อ
โครงงานเรื่องบัวลอยสี่สหายมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค้นคว้าบัวลอยสูตรใหม่ๆที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน การทำบัวลอยสามสหายนั้นเรายังนำเอาไส้เผือก ถั่วเหลือง แครอท มาใช้ประโยชน์อีกทางหนึ่ง เพราะเผือก ถั่วเหลือง แครอท นั้นสามารถหาได้ง่ายในชุมชนจึงทำให้เผือก ถั่วเหลือง แครอท มีราคาถูก จึงเกิดการล้นตลาดละก็เน่าเสียไปด้วยและไม่ได้ใช้ประโยชน์ เราจึงคิดทำบัวลอยสามสหายนี้ขึ้นมา การทำบัวลอยสี่สหายเรามีการทดลองทำจนแน่ใจว่าสามารถรับประทานได้และสามารถนำออก จำหน่ายได้และบัวลอยสามสหายนี้ยังมีรสชาติที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบัวลอยสามสหายนี้ จะเป็นการชักชวนเยาวชนไทยให้หันมาสนใจขนมไทยมากขึ้นด้วย |
บทที่ 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
บัวลอย จัดเป็นขนมไทยที่มีอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่ทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลต่างๆ วัตถุดิบการทำกลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องของรสชาติ สีสัน สวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการทำขนมอย่างประณีต
ขนมไทย เป็นของหวานที่ทั่วอาณาจักรไทยได้ทำขึ้นมาประทานกันมาตั้งแต่โบราณ มีเอกลักษณ์ คือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบต่างๆ วิธีการทำ ที่มีความพิถีพิถันที่มุ่งให้มีรสชาติที่อร่อย หอม หวาน มีสีสันสวยงาม รูปลักษณ์น่ารับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ที่ประณีตบรรจงของขนมแต่ละชนิดแตกต่างออกไป การทำขนมไทยเป็นอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยนั้นเป็นคนมีลักษณะนิสัยอย่างไร เนื่องจากขนมไทยแต่ละชนิด ล้วนมีเสน่ห์ รสชาติแตกต่างกันออกไป และมีวิธีการทำอย่างพิถีพิถัน จึงแสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ เป็นต้น
วัตถุประสงค์
ปัจจุบันคนไทยเริ่มทานขนมไทยกันน้อยลง เนื่องจากคนไทยหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น และบริโภคของหวานน้อยลง ทางผู้จัดทำมีความคิดที่จำให้ขนมไทยมีความแปลกใหม่ขึ้นจึงได้ทำบัวลอยสี่สหายขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีการทำได้อย่างสะดวกขึ้น
สมมุติฐาน
สามารถใช้ไส้จากพืชธรรมชาติ และนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้
ขอบเขต
เน้นกลุ่มนักเรียน ครู อาจารย์โรงเรียนสุรวิทยาคาร และบุคคลที่สนใจเรื่องขนมไทย
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.เป็นแนวทางในการทำกิจกรรมเสริมเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน
2.ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
3.เพื่อนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรู้จักแปรรูปอาหาร
บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
แครอท
![]() แครอท ชื่อวิทยาศาสตร์ Daucus carota L. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE) แครอท เป็นพืชในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง เป็นที่นิยมปลูกและรับประทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าดินสอไปจนถึงขนาดใหญ่ และมีหลากหลายสี เช่น สีเหลือง สีม่วง แต่ที่นิยมรับประทานนั้นจะเป็นแครอทส้มและยังจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย ประโยชน์ของแครอท 1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิว ให้สดใสเปล่งปลั่ง 2. ช่วยป้องกันเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลายได้ง่าย จากมลภาวะแสงแดดต่าง ๆ 3. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย 4. ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน เหงือก เล็บ ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น 5. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัย และการเกิดริ้วรอยแห่งวัย 6. ช่วยสร้างสร้างภูมิต้านทานโรคของร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น 7. ช่วยยับยั้งต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง 8. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย 9. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสู เผือก ![]() เผือก ชื่อสามัญ Taro (ภาษาจีนเรียกว่า โอ่วไน, โอ่วถึง, โทวจือ เผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ Colocasia esculenta (L.) Schott จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE) เผือกมีสายพันธุ์มากกว่า 200 พันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทเอดโด (eddoe) ได้แกColocasia esculenta var. antiquorum หรือ Colocasia esculenta var. globulifera ประเภทนี้จะเป็นเผือกที่มีหัวขนาดไม่ใหญ่ และมีหัวเล็กกว่าล้อมรอบอยู่หลายหัว ทุกหัวใช้รับประทานและใช้ทำพันธุ์ได้ ส่วนอีกประเภทคือ ประเภทแดชีน (dasheen) ได้แก่ Colocasia esculenta var. esculenta ประเภทนี้เป็นเผือกที่มีหัวขนาดใหญ่ และมีหัวขนาดเล็กล้อมรอบ ใช้รับประทานได้ เผือกประเภทนี้ได้แก่ เผือกหอม ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกทั่วไปในบ้านเรา เผือกในเมืองไทยเท่าที่ทราบจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ได้แก่ เผือกหอม (ชนิดหัวใหญ่ แต่ละหัวมีน้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม และมีหัวเล็กติดอยู่กับหัวใหญ่เล็กน้อย ใช้ต้มรับประทานได้ มีกลิ่นหอม ส่วนกาบใบเป็นสีเขียว มีขนาดใหญ่), เผือกเหลือง (หัวสีเหลืองขนาดย่อม), เผือกไม้ หรือ เผือกไหหลำ (หัวมีขนาดเล็ก), และเผือกตาแดง (ตาของหัวเป็นสีแดงเข้ม มีหัวเล็กล้อมรอบหัวใหญ่เป็นกลุ่มจำนวนมาก กายใบและเส้นใบเป็นสีแดง) ลักษณะของเผือก ต้นเผือก เผือกมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ปัจจุบันมีการเพาะปลูกกันมากทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย แอฟริกา และในหมู่เกาะในอเมริกากลาง แต่มักจะปลูกเพื่อใช้บริโภคภายในท้องถิ่นมากกว่าปลูกเพื่อการค้าในตลาดโลก โดยจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปีดู มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะของหัวเป็นรูปลูกข่างกลม สีน้ำตาล และมีขนาดใหญ่ และมีหัวเล็ก ๆ อยู่ล้อมรอบ หัวจะมีรูปร่างกายขนาดที่แตกต่างกันออกไป โดยปกติลำต้นมีความสูงประมาณ 0.4-2 เมตร ใบเผือก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบมีขนาดใหญ่ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจหรือเป็นรูปลูกศรแกมรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบแต่ละด้านกลมหรือเป็นเหลี่ยม เห็นเส้นใบได้ชัดเจน ก้านใบอาจยาวได้ถึง 1 เมตร ใบมีขนาดและสีที่ต่างกันตามสายพันธุ์ โดยใบจะเกิดจากใต้ดิน ดอกเผือก ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกเป็นช่อเชิงลดมีกาบ ออกเดี่ยวหรือหลายช่อ ก้านช่อดอกมีความยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร สั้นกว่าก้านใบ กาบหุ้มช่อดอกยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร ลักษณะตั้งตรงเป็นสีเขียว ปลายกาบเรียวแหลมยาวคล้ายหาง ช่อดอกสั้นกว่ากาบ ดอกจะทยอยบานเรื่อย ๆ ดอกเพศเมีย ผลเผือก ผลเป็นสีเขียวเปลือกบาง ไม่ค่อยมีเมล็ด แต่บางสายพันธุ์ก็ติดเมล็ดได้ สรรพคุณของเผือก -ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (หัว) -ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการใช้หัวเผือก 100 กรัม นำมาต้มใส่กับข้าวสวย 100 กรัม แล้วต้มให้เป็นโจ๊ก ใช้รับประทาน (หัว) -ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้หัวเผือก 100 กรัม นำมาต้มใส่กับข้าวสวย 100 กรัม ต้มให้เป็นโจ๊ก ใช้รับประทานจะช่วยทำให้ฟื้นไข้ได้เร็วขึ้น (หัว) ถั่วเหลือง ![]() จากถั่วเหลืองจัดเป็นถั่วเมล็ดแห้ง (legume) ซึ่งอยู่ในกลุ่มพืชน้ำมัน (oil crop) นำไปใช้เป็นวัตถุดิบ เพื่อการสกัดเป็นน้ำมันถั่วเหลือง และยังนำมาแปรรูป (food processing) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้หลากหลาย เพื่อเป็นแหล่งโปรตีน เช่น โปรตีนเกษตร (textureized vegetable protein) โปรตีนถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์อาหารหมักจากถั่วเหลือง เช่น ซี้อิ้ว (fermented soy sauce) เต้าเจี้ยวมิ โซะ เต้าหู้ยี้ เทมเป้ ถั่วเน่า เป็นต้น ลักษณะทางพฤษศาสตร์ ฝักถั่วเหลืองพัฒนามาจากรังไข่ ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นฝักรูปยาวและโค้ง ภายในมีเมล็ด 2-3 เมล็ด เรียงตัวอยู่ตามแนวนอนเมล็ดถั่วเหลืองมีรูปร่างค่อนข้างกลมรี มีลักษณะเว้าทางด้านของเมล็ดที่มี hilum ขนาดของเมล็ดแตกต่างกันตามพันธุ์ ฤดูกาลปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปริมาณน้ำที่ได้รับ โดยทั่วไปมีขนาดเมล็ด 100 เมล็ดมีน้ำหนัก 5-20 กรัม โครงสร้างของเมล็ดถั่วเหลือง เมล็ดถั่วเหลืองมีโครงสร้างแบบถั่วเมล็ดแห้ง โดยมีส่วนประกอบหลักดังนี้ 1. เปลือกนอกเมล็ด (seed coat หรือ testa) เป็นส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดไว้ สี ของเปลือกนอกมีหลายสีด้วยกัน เช่น สีเหลืองอ่อน สีเหลืองเข้ม สีเหลืองแกมเขียว สีเขียว สีน้ำตาลอ่อน และสีดำ ทางด้านเว้าของเมล็ดจะพบ hilum หรือ seed scar ซึ่งเป็น จุดที่เมล็ดติดกับฝัก มีสีแตกต่างกันตามพันธุ์ เช่น สีดำ สีน้ำตาล และสีเหลืองเข้ม ทางปลายด้านหนึ่งของ hilum มีรูเล็กๆ เรียกว่า micropyle ซึ่งเป็นทางออกของ radicle ซึ่งงอกเป็นราก 2. ต้นอ่อนขณะอยู่ในเมล็ด (embryo) เป็นเนื้อเยื่อทั้งหมดที่อยู่ในเมล็ด ประกอบด้วย 2.1 ใบเลี้ยง (cotyledon) จำนวน 2 ใบ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเปลือก นอกเข้าไป มีขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ในการสะสมอาหาร ซึ่งอุดมไปด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และมีน้ำมันสูง ทำให้ถั่วเหลืองเป็นพืชน้ำมัน และยังมีวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารที่มีประโยชน์กับมนุษย์และสัตว์อีกหลายชนิด ส่วนนี้จะหายไปเมื่อถั่วเหลืองมีการเจริญเติบโต 2.2 ส่วนยอดของต้นอ่อน ขณะอยู่ในเมล็ด (plumule) เป็นจุดเจริญ ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นใบจริงและลำต้นต่อไป เอพิคอทิล (epicotyl) คือส่วนที่อยู่เหนือตำแหน่งที่ยึดติดกับใบเลี้ยง ส่วนนี้เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นลำต้น ใบและดอกไฮโพทอคิล (hypocotyl) คือ ส่วนที่อยู่ระหว่างตำแหน่งที่ติดของใบเลี้ยง กับตำแหน่งของรากแก้ว ส่วนนี้เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น และเรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนล่างสุดของเอมบริโอ อยู่ต่อจากไฮโพคอทิลลงมา ต่อไปจะเจริญเป็นรากแก้ว ส่วนประกอบทางเคมีของถั่วเหลือง เมล็ดถั่วเหลือง เป็นถั่วเมล็ดแห้ง ที่มีอุดมด้วยสารอาหารหลายชนิด โดยสะสมอยู่ในส่วนของใบเลี้ยง ซึ่งเป็นส่วนเนื้อในของถั่วเหลืองประกอบด้วยโปรตีนสูง และน้ำมันสูง เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุในเมล็ดถั่วเหลืองยังมีสารที่พบในปริมาณน้อย แต่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย (functional food) บางชนิดนำมาใช้เพื่อเป็นโภชนเภสัช (nutraceutical) เช่น เลซิทิน (lecithin) ไฟโตอีสโทรเจน (phytoestrogen) ซึ่งไฟโตอีสโตรเจนที่พบมากใน ถั่วเหลืองมีไอโซฟลาโวน ที่สำคัญคือ ไดซีน (daidzein) และ จีนิสทีน (genistein) ใบเตย ใบเรียต้นเตยหอม จัดเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ขึ้นเป็นกอ มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวจนถึงยอดใบ ลักษณะของใบเป็นทางยาว สีเขียวเป็นมัน ใบค่อนข้างแข็ง มีขอบบ เราสามารถนำใบเตยมาใช้ได้ทั้งใบสดและใบแห้ง ในใบเตยจะมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย (Fragrant screw pine) โดยกลิ่นหอมของใบเตยนั้นมากจากสารเคมีที่ชื่อว่า 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ใน ข้าวหอมมะลิ ขนมปังขาว และดอกชมนาด
วิธีการดำเนินงาน
1.แบ่งกิจกรรมตามหน้าที่
2.สืบค้นหาข้อมูล
3.รวบรวมขอมูล
4.จัดทำเป็นรูปเล่มที่สวยงาม
5.จัดทำเป็นโครงงานนำเสนอ
วัตถุดิบ
1.แป้งข้าวเหนียว
2.น้ำตาล
3.เกลือ
4.นมสด
5.เผิอก
6.แครอท
7.ถั่วเหลือง
8.น้ำเปล่า
วิธีทำ
1.เริ่มจาก ต้มแป้งที่ปั้นไว้แล้วให้สุก โดยตั้งน้ำให้เดือด เทแป้งลงไป รอแป้งสุกลอยขึ้นมาตักใส่ตะแกรง ล้าง
น้ำแบบผ่านๆ แล้ววางพักไว้
2.นมสด+น้ำตาล+เกลือ ใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อน ต้มไปพอร้อนเห็นฟองขอบๆหม้อ(ไม่ถึงกับเดือด) ชิมรส
3.เทนมข้นจืดลงไปตบท้าย รอร้อน เสร็จปิดไฟ พร้อมเสิร์ฟ ทานร้อนๆ อร่อยไปเลยค่ะ
|







































