วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561



โครงงานบัวลอยสี่สหาย

Related image

                                                                                          บทคัดย่อ
             
โครงงานเรื่องบัวลอยสี่สหายมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค้นคว้าบัวลอยสูตรใหม่ๆที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน การทำบัวลอยสามสหายนั้นเรายังนำเอาไส้เผือก ถั่วเหลือง แครอท มาใช้ประโยชน์อีกทางหนึ่ง เพราะเผือก ถั่วเหลือง แครอท นั้นสามารถหาได้ง่ายในชุมชนจึงทำให้เผือก ถั่วเหลือง แครอท มีราคาถูก จึงเกิดการล้นตลาดละก็เน่าเสียไปด้วยและไม่ได้ใช้ประโยชน์ เราจึงคิดทำบัวลอยสามสหายนี้ขึ้นมา
             การทำบัวลอยสี่สหายเรามีการทดลองทำจนแน่ใจว่าสามารถรับประทานได้และสามารถนำออก จำหน่ายได้และบัวลอยสามสหายนี้ยังมีรสชาติที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบัวลอยสามสหายนี้ จะเป็นการชักชวนเยาวชนไทยให้หันมาสนใจขนมไทยมากขึ้นด้วย


บทที่ 1

บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
            
บัวลอย จัดเป็นขนมไทยที่มีอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่ทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลต่างๆ วัตถุดิบการทำกลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องของรสชาติ สีสัน สวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการทำขนมอย่างประณีต
            ขนมไทย เป็นของหวานที่ทั่วอาณาจักรไทยได้ทำขึ้นมาประทานกันมาตั้งแต่โบราณ มีเอกลักษณ์ คือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบต่างๆ วิธีการทำ ที่มีความพิถีพิถันที่มุ่งให้มีรสชาติที่อร่อย หอม หวาน มีสีสันสวยงาม รูปลักษณ์น่ารับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ที่ประณีตบรรจงของขนมแต่ละชนิดแตกต่างออกไป การทำขนมไทยเป็นอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยนั้นเป็นคนมีลักษณะนิสัยอย่างไร เนื่องจากขนมไทยแต่ละชนิด ล้วนมีเสน่ห์ รสชาติแตกต่างกันออกไป และมีวิธีการทำอย่างพิถีพิถัน จึงแสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ เป็นต้น     

วัตถุประสงค์
ปัจจุบันคนไทยเริ่มทานขนมไทยกันน้อยลง เนื่องจากคนไทยหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น และบริโภคของหวานน้อยลง ทางผู้จัดทำมีความคิดที่จำให้ขนมไทยมีความแปลกใหม่ขึ้นจึงได้ทำบัวลอยสี่สหายขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีการทำได้อย่างสะดวกขึ้น
สมมุติฐาน
สามารถใช้ไส้จากพืชธรรมชาติ และนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้
ขอบเขต
เน้นกลุ่มนักเรียน ครู อาจารย์โรงเรียนสุรวิทยาคาร และบุคคลที่สนใจเรื่องขนมไทย 
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.เป็นแนวทางในการทำกิจกรรมเสริมเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน
2.ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
3.เพื่อนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรู้จักแปรรูปอาหาร


บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
แครอท










แครอท ชื่อสามัญ Carrot
แครอท ชื่อวิทยาศาสตร์ Daucus carota L. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE)
แครอท เป็นพืชในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง เป็นที่นิยมปลูกและรับประทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าดินสอไปจนถึงขนาดใหญ่ และมีหลากหลายสี เช่น สีเหลือง สีม่วง แต่ที่นิยมรับประทานนั้นจะเป็นแครอทส้มและยังจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย
ประโยชน์ของแครอท
1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิว ให้สดใสเปล่งปลั่ง
2. ช่วยป้องกันเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลายได้ง่าย จากมลภาวะแสงแดดต่าง ๆ
3. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย
4. ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน เหงือก เล็บ ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
5. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัย และการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
6. ช่วยสร้างสร้างภูมิต้านทานโรคของร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
7. ช่วยยับยั้งต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง
8. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย
9. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสู

 เผือก












เผือก ชื่อสามัญ Taro (ภาษาจีนเรียกว่า โอ่วไนโอ่วถึงโทวจือ
เผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ Colocasia esculenta (L.) Schott จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)
               เผือกมีสายพันธุ์มากกว่า 200 พันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทเอดโด (eddoe) ได้แกColocasia esculenta var. antiquorum หรือ Colocasia esculenta var. globulifera ประเภทนี้จะเป็นเผือกที่มีหัวขนาดไม่ใหญ่ และมีหัวเล็กกว่าล้อมรอบอยู่หลายหัว ทุกหัวใช้รับประทานและใช้ทำพันธุ์ได้ ส่วนอีกประเภทคือ ประเภทแดชีน (dasheen) ได้แก่ Colocasia esculenta var. esculenta ประเภทนี้เป็นเผือกที่มีหัวขนาดใหญ่ และมีหัวขนาดเล็กล้อมรอบ ใช้รับประทานได้ เผือกประเภทนี้ได้แก่ เผือกหอม ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกทั่วไปในบ้านเรา
              เผือกในเมืองไทยเท่าที่ทราบจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ได้แก่ เผือกหอม (ชนิดหัวใหญ่ แต่ละหัวมีน้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม และมีหัวเล็กติดอยู่กับหัวใหญ่เล็กน้อย ใช้ต้มรับประทานได้ มีกลิ่นหอม ส่วนกาบใบเป็นสีเขียว มีขนาดใหญ่)เผือกเหลือง (หัวสีเหลืองขนาดย่อม)เผือกไม้ หรือ เผือกไหหลำ (หัวมีขนาดเล็ก)และเผือกตาแดง (ตาของหัวเป็นสีแดงเข้ม มีหัวเล็กล้อมรอบหัวใหญ่เป็นกลุ่มจำนวนมาก กายใบและเส้นใบเป็นสีแดง)
ลักษณะของเผือก
             ต้นเผือก เผือกมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ปัจจุบันมีการเพาะปลูกกันมากทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย แอฟริกา และในหมู่เกาะในอเมริกากลาง แต่มักจะปลูกเพื่อใช้บริโภคภายในท้องถิ่นมากกว่าปลูกเพื่อการค้าในตลาดโลก โดยจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปีดู มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะของหัวเป็นรูปลูกข่างกลม สีน้ำตาล และมีขนาดใหญ่ และมีหัวเล็ก ๆ อยู่ล้อมรอบ หัวจะมีรูปร่างกายขนาดที่แตกต่างกันออกไป โดยปกติลำต้นมีความสูงประมาณ 0.4-2 เมตร
           ใบเผือก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบมีขนาดใหญ่ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจหรือเป็นรูปลูกศรแกมรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบแต่ละด้านกลมหรือเป็นเหลี่ยม เห็นเส้นใบได้ชัดเจน ก้านใบอาจยาวได้ถึง 1 เมตร ใบมีขนาดและสีที่ต่างกันตามสายพันธุ์ โดยใบจะเกิดจากใต้ดิน
           ดอกเผือก ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกเป็นช่อเชิงลดมีกาบ ออกเดี่ยวหรือหลายช่อ ก้านช่อดอกมีความยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร สั้นกว่าก้านใบ กาบหุ้มช่อดอกยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร ลักษณะตั้งตรงเป็นสีเขียว ปลายกาบเรียวแหลมยาวคล้ายหาง ช่อดอกสั้นกว่ากาบ ดอกจะทยอยบานเรื่อย ๆ ดอกเพศเมีย
ผลเผือก ผลเป็นสีเขียวเปลือกบาง ไม่ค่อยมีเมล็ด แต่บางสายพันธุ์ก็ติดเมล็ดได้
สรรพคุณของเผือก
-ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (หัว)
-ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการใช้หัวเผือก 100 กรัม นำมาต้มใส่กับข้าวสวย 100 กรัม แล้วต้มให้เป็นโจ๊ก ใช้รับประทาน (หัว)
-ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้หัวเผือก 100 กรัม นำมาต้มใส่กับข้าวสวย 100 กรัม ต้มให้เป็นโจ๊ก ใช้รับประทานจะช่วยทำให้ฟื้นไข้ได้เร็วขึ้น (หัว)


 ถั่วเหลือง


          









   จากถั่วเหลืองจัดเป็นถั่วเมล็ดแห้ง (legume) ซึ่งอยู่ในกลุ่มพืชน้ำมัน (oil crop) นำไปใช้เป็นวัตถุดิบ เพื่อการสกัดเป็นน้ำมันถั่วเหลือง และยังนำมาแปรรูป (food processing) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้หลากหลาย เพื่อเป็นแหล่งโปรตีน เช่น โปรตีนเกษตร (textureized vegetable protein) โปรตีนถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์อาหารหมักจากถั่วเหลือง เช่น ซี้อิ้ว (fermented soy sauce) เต้าเจี้ยวมิ โซะ เต้าหู้ยี้ เทมเป้ ถั่วเน่า เป็นต้น
ลักษณะทางพฤษศาสตร์
             ฝักถั่วเหลืองพัฒนามาจากรังไข่ ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นฝักรูปยาวและโค้ง ภายในมีเมล็ด 2-3 เมล็ด เรียงตัวอยู่ตามแนวนอนเมล็ดถั่วเหลืองมีรูปร่างค่อนข้างกลมรี มีลักษณะเว้าทางด้านของเมล็ดที่มี hilum ขนาดของเมล็ดแตกต่างกันตามพันธุ์ ฤดูกาลปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปริมาณน้ำที่ได้รับ โดยทั่วไปมีขนาดเมล็ด 100 เมล็ดมีน้ำหนัก 5-20 กรัม
โครงสร้างของเมล็ดถั่วเหลือง
เมล็ดถั่วเหลืองมีโครงสร้างแบบถั่วเมล็ดแห้ง โดยมีส่วนประกอบหลักดังนี้
1. เปลือกนอกเมล็ด (seed coat หรือ testa) เป็นส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดไว้ สี ของเปลือกนอกมีหลายสีด้วยกัน เช่น
สีเหลืองอ่อน สีเหลืองเข้ม สีเหลืองแกมเขียว สีเขียว สีน้ำตาลอ่อน และสีดำ ทางด้านเว้าของเมล็ดจะพบ hilum หรือ seed scar ซึ่งเป็น จุดที่เมล็ดติดกับฝัก มีสีแตกต่างกันตามพันธุ์ เช่น สีดำ สีน้ำตาล และสีเหลืองเข้ม ทางปลายด้านหนึ่งของ hilum มีรูเล็กๆ เรียกว่า micropyle ซึ่งเป็นทางออกของ radicle ซึ่งงอกเป็นราก
2. ต้นอ่อนขณะอยู่ในเมล็ด (embryo) เป็นเนื้อเยื่อทั้งหมดที่อยู่ในเมล็ด ประกอบด้วย
2.1 ใบเลี้ยง (cotyledon) จำนวน 2 ใบ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเปลือก นอกเข้าไป มีขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ในการสะสมอาหาร ซึ่งอุดมไปด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และมีน้ำมันสูง ทำให้ถั่วเหลืองเป็นพืชน้ำมัน และยังมีวิตามิน
เกลือแร่ และสารอาหารที่มีประโยชน์กับมนุษย์และสัตว์อีกหลายชนิด ส่วนนี้จะหายไปเมื่อถั่วเหลืองมีการเจริญเติบโต
2.2 ส่วนยอดของต้นอ่อน ขณะอยู่ในเมล็ด (plumule) เป็นจุดเจริญ ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นใบจริงและลำต้นต่อไป เอพิคอทิล (epicotyl) คือส่วนที่อยู่เหนือตำแหน่งที่ยึดติดกับใบเลี้ยง ส่วนนี้เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นลำต้น ใบและดอกไฮโพทอคิล (hypocotyl) คือ ส่วนที่อยู่ระหว่างตำแหน่งที่ติดของใบเลี้ยง กับตำแหน่งของรากแก้ว ส่วนนี้เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น และเรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนล่างสุดของเอมบริโอ อยู่ต่อจากไฮโพคอทิลลงมา ต่อไปจะเจริญเป็นรากแก้ว
ส่วนประกอบทางเคมีของถั่วเหลือง
เมล็ดถั่วเหลือง เป็นถั่วเมล็ดแห้ง ที่มีอุดมด้วยสารอาหารหลายชนิด โดยสะสมอยู่ในส่วนของใบเลี้ยง ซึ่งเป็นส่วนเนื้อในของถั่วเหลืองประกอบด้วยโปรตีนสูง และน้ำมันสูง เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุในเมล็ดถั่วเหลืองยังมีสารที่พบในปริมาณน้อย แต่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย (functional food) บางชนิดนำมาใช้เพื่อเป็นโภชนเภสัช (nutraceutical) เช่น เลซิทิน (lecithin)
ไฟโตอีสโทรเจน (phytoestrogen) ซึ่งไฟโตอีสโตรเจนที่พบมากใน ถั่วเหลืองมีไอโซฟลาโวน ที่สำคัญคือ
ไดซีน (daidzein) และ จีนิสทีน (genistein)

ใบเตย

ใบเรียต้นเตยหอม จัดเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ขึ้นเป็นกอ มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวจนถึงยอดใบ ลักษณะของใบเป็นทางยาว สีเขียวเป็นมัน ใบค่อนข้างแข็ง มีขอบบ เราสามารถนำใบเตยมาใช้ได้ทั้งใบสดและใบแห้ง ในใบเตยจะมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย (Fragrant screw pine) โดยกลิ่นหอมของใบเตยนั้นมากจากสารเคมีที่ชื่อว่า 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ใน ข้าวหอมมะลิ ขนมปังขาว และดอกชมนาด
ใบเตย
                                                   













            บทที่3  

ขั้นตอนการดำเนินงาน

วิธีการดำเนินงาน

1.แบ่งกิจกรรมตามหน้าที่
2.สืบค้นหาข้อมูล
3.รวบรวมขอมูล
4.จัดทำเป็นรูปเล่มที่สวยงาม
5.จัดทำเป็นโครงงานนำเสนอ
 วัตถุดิบ
1.แป้งข้าวเหนียว
2.น้ำตาล
3.เกลือ
4.นมสด
5.เผิอก
6.แครอท
7.ถั่วเหลือง
8.น้ำเปล่า

วิธีทำ



1.เริ่มจาก ต้มแป้งที่ปั้นไว้แล้วให้สุก โดยตั้งน้ำให้เดือด เทแป้งลงไป รอแป้งสุกลอยขึ้นมาตักใส่ตะแกรง ล้าง
น้ำแบบผ่านๆ แล้ววางพักไว้




2.นมสด+น้ำตาล+เกลือ ใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อน ต้มไปพอร้อนเห็นฟองขอบๆหม้อ(ไม่ถึงกับเดือด) ชิมรส




 3.เทนมข้นจืดลงไปตบท้าย รอร้อน เสร็จปิดไฟ พร้อมเสิร์ฟ ทานร้อนๆ อร่อยไปเลยค่ะ





                                                                        บทที่ 4
                                                                ผลการดำเนินการ
            

จากการศึกษาค้นคว้าและฝึกทำบัวลอยมีไส้ผลที่ได้คือ พวกเราได้เรียนรู้วิธีการทำขนมที่ถูกวิธี และได้บัวลอยมีไส้ที่อร่อยและแปลกใหม่จากเดิมด้วยวิธีข้างล่างนี้

วัสดุ อุปกรณ์

1.หม้อ
2.ถ้วย
3.เตาแก๊ส
4.ทัพพี
5.มีด
6.เขียง
7.ถาด
8.ตะแกรง


                                                                           บทที่5
                                                       สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเรื่อง บัวลอยสี่สหายซึ่งประกอบด้วย
5.1 วัตถุประสงค์ของการศึกษา
    ปัจจุบันคนไทยเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับการทานขนมไทยน้อยลง เนื่องจากคนไทยเราหันมาสนใจสุขภาพกันมาก และเริ่มบริโภคขนมหวานกันน้อยลง และหันไปทานขนมกรุบกรอบแทนและอาจเป็นไปได้ว่าขนมไทยเป็นขนมดั้งเดิมจึงได้รับการนิยมในการบริโภคน้อยลงทางผู้จัดทำจึงมีความคิดที่จะทำขนมไทย (บัวลอยสี่สหาย) ให้มีความแปลกใหม่ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาและสามารถค้นคว้าเกี่ยวกับสูตรวิธีการทำได้อย่างสะดวกขึ้น
5.2 ขอบเขตของการศึกษา
    ขอบเขตโครงงานจะเน้นที่กลุ่มนักเรียน ครู อาจารย์ในโรงเรียนสุรวิทยาคาร และบุคคลที่สนใจในเรื่องขนมไทย ได้แสดงความคิดเห็น สำหรับโครงงานเรื่องบัวลอยสี่สหาย
5.3 สรุปและอภิปรายผลการศึกษา
    ขนมบัวลอยเป็นขนมไทยพื้นบ้านของชาวไทย ที่รู้จักกันทั่วทุกภูมิภาค แต่ละพื้นที่จะมีสูตรและเคล็ดลับที่แตกต่างกันไป  โดยเฉพาะขนมบัวลอย สูตรของนางกวย อัตจักร์ ซึ่งเป็นชาวอีสานและมีภูมิลำเนาเป็นคนบ้านโนนศิลา อำเภอโนนศิลาโดยกำเนิด ได้รู้จักวิธีการทำขนมบัวลอยมาเมื่อครั้งยังเป็นสาว โดยได้เรียนรู้จากแม่ และเริ่มปรับปรุงพัฒนารูปแบบ ส่วนผสม ตลอดจนการรู้จักดัดแปลงหรือนำเอาวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสม ในบัวลอย จากที่เคยทำขนมบัวลอยเพื่อไว้รับประทานกันเองภายในคอบครัว หรือแบ่งไปทำบุญที่วัดในอดีต ก็ได้พัฒนาฝีมือขึ้นมาเพื่อขายให้ผู้คนในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียง และนำไปขายควบคู่กับอาหารพื้นบ้านที่ตัวเองทำขายอยู่เป็นประจำ ทำให้มีรายได้จากการค้าขายเพิ่มขึ้นซึ่งนายกวย ได้มองเห็นโอกาสที่ว่าในปัจจุบันไม่ค่อยมีคนทำขนมบัวลอยรับประทานกันเนื่องจากเห็นว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เสียเวลา และสามารถซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด จึงทำขนมบัวลอยไว้จำหน่ายให้บุคคลในหมู่บ้านตลอดจนผู้คนที่มาติดต่อราชการ ณ ที่ว่าการอำเภอโนนศิลา ซึ่งนางกวยตั้งใจที่จะทำขนมบัวลอยขายคู่กับอาหารพื้นบ้านให้คนพื้นบ้านอีสานและโดยเฉพาะชาวอำเภอโนนศิลาได้รับประทานตลอดไป เพื่อเป็นการสืบทอดการทำขนมบัวลอยคงไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ อนุรักษ์สืบสานต่อไป ทั้งนี้นางกวย กล่าวว่ายินดีที่ได้คำแนะนำ วิธีการทำในทุกขั้นตอนแก่ผู้สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
บัวลอยเป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่โบราณ โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลและงานพิธีการ วัตถุดิบการทำที่กลมกลืน พิถีพิถันในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทานขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมนั้นๆ
5.4 ข้อเสนอแนะ
    การทำรายงานค้นคว้าฉบับนี้มีข้อมูลครบถ้วนแต่อาจจะไม่สมบูรณ์เพียงพอ ผู้สนใจจึงควรศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการทำขนมบัวลอย ได้ที่แหล่องข้อมูลเพื่อการศึกษาข้อมูลที่ครบถ้วน



Japanese

Image result for japan







Japan หรือ Nippon.  

Japan เป็นชื่อเรียกที่ชาวต่างประเทศใช้เรียกประเทศญี่ปุ่น แต่จริง ๆแล้วชาวญี่ปุ่นนั้นจะเรียกประเทศของตนเองว่า Nippon หรือ Nihon ซึ่งในญี่ปุ่นเอง โดยNippon(にっぽん) จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการมากกว่า ซึ่งเราจะพบคำนี้ทั้งในเหรียญเยน และตราแสตมป์ นอกจากนี้ความหมายทั้ง 2 คำนี้ยังหมายถึงดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ซึ่งเป็นคำเรียกประเทศญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยนั่นเอง
ประเทศญี่ปุ่น เป็นรัฐเอกราชหมู่เกาะในเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกนอกฝั่งตะวันออกของแผ่นดินใหญ่เอเชีย ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลีและประเทศจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสค์เป็นเส้นแบ่งแดน 
เมืองหลวง: โตเกียว
สกุลเงิน: เยน
ภาษาราชการ:ภาษาญี่ปุ่น
ภูมิประเทศ
ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเอเชีย พื้นที่ทั้งหมดคิดเป็น 377,873 ตารางกิโลเมตร (เทียบเท่าประเทศเยอรมนีและประเทศสวิตเซอร์แลนด์รวมกัน แต่ก็ยังน้อยกว่ารัฐแคลิฟอร์เนีย) ประเทศญี่ปุ่นประกอบด้วย 4 เกาะหลัก และเกาะย่อยมากกว่า 4,000 เกาะ โดยเกาะหลัก ๆ ในประเทศญี่ปุ่นมีดังนี้
 เกาะฮอกไกโด (Hokkaido)  มีพื้นที่ 83,000 ตารางกิโลเมตร
 เกาะฮอนชู (Honshu)  มีพื้นที่ 231,000 ตารางกิโลเมตร
 เกาะชิโคกุ (Shikoku)  มีพื้นที่ 19,000 ตารางกิโลเมตร
 เกาะคิวชู  (Kyushu)  มีพื้นที่ 42,000 ตารางกิโลเมตร


อาหารญี่ปุ่น

1. ซูชิ

ซูชิ-อาหารญี่ปุ่นญี่ปุ่น

Cr. easy-sushi83.com
ซูชิ หรือ ข้าวปั้น อาหารยอดฮิตตลอดการสำหรับนักชิมชาวไทย ซูชิ เป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมที่สุดของร้านอาหารญี่ปุ่น และเนื่องจากซูชิมีการพัฒนาจากเชฟในยุคต่างๆให้มีความอร่อยและหลากหลายยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยเฮอันนั่นเอง

2. ราเมน

ราเมน-อาหารญี่ปุ่น

Cr. www.reddit.com
ราเมนเป็นหนึ่งในอาหารที่นิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ราเมนถือว่าเป็นอาหารจานด่วนที่มีคุณค่าทางอาหาร เราจึงสามารถเห็นร้านราเมนที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่บ่อยๆ โดยแต่ละแห่งจะมีสูตรน้ำซุปประจำร้านเป็นของตัวเอง ซึ่งการทำราเมนให้อร่อยกลมกล่อมนั้นต้องใช้เวลาในการเคี่ยวน้ำซุปจากกระดูกเป็นชั่วโมงๆ บางสูตรใช้เวลาในการเคี่ยวกว่า 8 ชม. เลยทีเดียว บ่งบอกได้ถึงความพิถีพิถันและความเอาใจใส่ของเชฟชาวญี่ปุ่น

3. อูนางิ

อูนางิ-อาหารญี่ปุ่น
Cr. us.jnto.go.jp
อูนางิ หรือ ปลาไหลญี่ปุ่น มีลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร ตากลมโต ผิวเคลือบด้วยเมือก มีลำตัวสีดำ ช่วงท้องมีขาว ในสมัยเอโดะปลาไหลถูกจับได้เป็นจำนวนมากเพราะการบุกเบิกที่ดินริมชายฝั่งอ่าวเอโดะ (อ่าวโตเกียว) จึงทำให้ปลาไหลเป็นอาหารยอดนิยมตั้งแต่สมัยนั้น ซึ่งในสมัยนั้น นิยมนำปลาไหลมาหั่นเป็นท่อนแล้วเสียบไม้ย่างโดยไม่ปรุงรสใดๆ ต่อมาได้มีการปรุงรสเพิ่มโดยซีอิ้วดำหรือโชยุแบบเข้มข้น และมีการประยุกต์ปรุงแต่งรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้

4. เทมปุระ

เทมปุระ-อาหารญี่ปุ่น

Cr. senhorcabo.com
เทมปุระ คืออาหารประเภทที่ชุบแป้งทอดสไตล์ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะใช้กุ้งเป็นหลัก และมีผักหลากหลายชนิดมาชุบแป้งทอดเป็นเครื่องเคียง ทานคู่กับซอสเทนทสึยุ (ซอสเทมปุระ) ที่มีขิงขูดละเอียดโรยอยู่ หรือใช้หัวไชเท้าขูดโรย จะทำให้ความอร่อยเพิ่มยิ่งขึ้น

5. ไคเซกิ

ไคเซกิ-อาหารญี่ปุ่น
Cr. ojhoferjottings.blogspot.com
อาหารแบบไคเซกิ คือ อาหารรูปแบบหนึ่งในญี่ปุ่น ที่มีความประณีตและความพิถีพิถันของการเตรียมอาหารและการตกแต่งให้สวยงาม ซึ่งสิ่งสำคัญที่ของไคเซกิ คือ การใส่อารมณ์ ความรู้สึกถึงฤดูกาลของแต่ละฤดู และการดึงรสธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาได้ เช่น ใช้ทะเคโนะโขะ ในฤดูใบไม้ผลิ, เห็ดมัตสึทะเกะในฤดูใบไม้ร่วง และคัตสึโอะ ในฤดูร้อน อาหารร้อนจะเสิร์ฟในตอนที่ยังร้อน ส่วนอาหารเย็นจะเสิร์ฟในจานที่แช่เย็นไว้

6. โซบะ

โซบะ-อาหารญี่ปุ่น

Cr. www.japanesecooking101.com
โซบะนั้นมีวัตถุดิบและวิธีการทำไม่เหมือนราเมน รวมไปถึงร้านอาหารก็ขายแยกกันอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้าจะให้พูดถึงความอร่อยนั้นก็คงต้องบอกว่าอร่อยไม่แพ้กันเลยทีเดียว โดยโซบะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ โซบะร้อน และโซบะเย็น

7. ชาบู

ชาบู-อาหารญี่ปุ่น
Cr. www.wagyubeefsingapore.com
ชาบู เป็นหนึ่งในอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟ คล้ายกับสุกี้ยากี้ ที่มีส่วนผสมของ ผัก เนื้อหั่นบางๆ ลูกชิ้น และอาหารทะเล ปรุงรสโดยการนำเอาส่วนผสมต่างๆใส่ลงไปในหม้อ และปล่อยทิ้งไว้สักพัก จากนั้นนำเอาส่วนผสมต่างๆ อย่าง บะหมี่ เต้าหู้ ลงไปลวกแล้วรับประทานพร้อมกับซอสชาบูเลิศรส

8. โอโคโนมิยากิ

โอโคโนมิยากิ-อาหารญี่ปุ่น
Cr. www.menu-tokyo.jp
โอโคโนมิยากิ เป็นอาหารที่มีการทำโดยการวางส่วนผสมลงบนแป้งสาลีที่ปลุกสุกบนเท็ปปัง (แผ่นโลหะ) แม้ว่าโอโคโนมิยากิจะมีราคาค่อนข้างถูกในร้านอาหารที่ประเทศญี่ปุ่น แต่จะมีบางร้านที่มีชื่อเสียงด้านความอร่อยของโอโคโนมิยากิ ราคาก็จะสูงกว่าและอร่อยกว่า โดยส่วนใหญ่แล้วร้านที่มีชื่อเสียงจะอยู่ในภูมิภาคคันไซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอซาก้า

9. ทงคัตสึ

ทงคัตสึ-อาหารญี่ปุ่น

Cr. www.delmonte.ph
หมูทงคัตสึ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้หมูเนื้อสันในการทำ นำมาโรยเกลือและพริกไทยให้ทั่ว จากนั้นนำมาโรยแป้งสาลี ชุบไข่และเกล็ดขนมปัง ตามลำดับ แล้วจึงนำไปทอด ทงคัตสึ เป็นอาหารยอดฮิตของหลายๆครัวเรือนในประเทศญี่ปุ่น และยังมีร้านที่ขายทงคัตสึโดยเฉพาะ ซึ่งในแต่ละร้านจะมีเอกลักษณ์ในรสชาติที่ไม่เหมือนกัน เช่น ร้านที่ใช้เนื้อหมูที่มีความหนาเป็นพิเศษ หรือมีสูตรในการทำที่พิเศษกว่านั้นเอง

10. ยากิโทริ

ยากิโทริ-อาหารญี่ปุ่น
Cr. carolynchan.wordpress.com
ยากิโทริ เป็นอาหารยอดนิยมในประเทศญี่ปุ่น ทำโดยเสียบเนื้อไก่และผักบนไม้เสียบ แล้วย่างด้วยซอสสูตรเฉพาะยิกิโทริ ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นมักกินยากิโทริเป็นกับแกล้มเบียร์ หรือในงานสังสรรค์ก็จะสั่งยากิโทริมาย่างทานกันเนื่องจากสามารถทำได้ง่ายและอร่อยมาก

ขนมพื้นเมืองญี่ปุ่น

ขนมพื้นเมืองญี่ปุ่น หรือ วากาชิ (Wagashi,和菓子) เป็นขนมรูปแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ซึ่งส่วนมากเป็นขนมที่คิดขึ้นเพื่อใช้รับประทานกับชา ส่วนมากจะมีส่วนผสมของแป้ง ถั่วแดงและเครื่องปรุงรสวัสดุที่ได้จากธรรมชาติ มีทั้งแบบที่เรียบง่าย และรูปแบบขนมที่มีความปราณีตงดงาม ซึ่งมักได้รับแรงบันดายใจจากธรรมชาติ ใบไม้ดอกไม้ เป็นเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างของญี่ปุ่น ซึ่งจะหารับประทานได้ตามร้านที่มีการชงชา ร้านอาหารแบบดั้งเดิม และร้านของที่ระลึก วันนี้เราขอเสนอขนมญี่ปุ่นดั้งเดิมที่หลากหลาย โดยหลายเมนูมีชื่อว่าเป็นตำหรับจักรพรรดิเลยทีเดียว

1.Yokan (羊羹)

Yokan (羊羹) หรือ โยกัง คือเยลลี่สไตล์ญี่ปุ่นที่ให้สัมผัสแบบนุ่มหนึบตอนเคี้ยว มีรสชาติที่หลากหลาย ที่นิยมคือ ถั่วแดง น้ำตาลดำ ซึ่งปัจจุบันก็มีการประยุกต์รสชาติใหม่ๆมากมาย อาทิ ชาเขียว เกาลัด หรือพัฒนาให้เยลลี่มีหลายชั้นหลายสีเพื่อความสวยงาม มีความหวานหอมเหมาะจะรับประทานกับชา

2.Monaka (最中)

Monaka (最中) หรือ โมนากะ เป็นขนมเวเฟอร์เนื้อกรอบสอดไส้ แบบดั้งเดิมนิยมใช้ถั่วแดงบด ตัวเวเฟอร์นิยมทำให้มีรูปร่างและสีหลากหลายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องที่ ปัจจุบันมีให้เลือกหลายไส้ นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์สอดไส้ไอศครีมอีกด้วย เพื่อความอร่อยหลังแกะควรรับประทานทันทีเพราะเวเฟอร์จะหายกรอบเมื่อโดนลมนาน

3.Oshiruko/Zenzai (おしるこ/ぜんざい)

Oshiruko/Zenzai (おしるこ/ぜんざい) คือชื่อเรียกขนมที่ทำจากถั่วแดงต้มวางด้วยโมจิย่าง หรือแป้งดังโงะ(แป้งชิราทามะ) เป็นเมนูอร่อยเหมาะสำหรับรับประทานเพื่อคลายหนาว สำหรับชื่อที่แตกต่างนั้นมาจากชื่อประเภทถั่วแดงต้มและภูมิภาค คำว่า เซ็นไซ (Zenzai/ぜんざい) สำหรับแถบคันไซ คือถั่วแดงต้ม แบบที่ถั่วยังเป็นเม็ดๆ ส่วนแถบคันโตหมายถึง คือถั่วแดงกวน (แบบไม่มีน้ำ) วางบนโมจิย่าง
ส่วน โอชิรุโกะ (oshiruko/おしるこ) ในแถบคันไซ คือ ถั่วแดงต้มแบบเนื้อถั่วบดละเอียด หากเป็นแถบคันโตจะหมายถึง ถั่วแดงแบบมีน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแบบเม็ดหรือแบบถั่วแดงบด

4.Anmitsu(あんみつ)

Anmitsu (あんみつ) หรือ อันมิตสึเป็นขนมหวานเย็นที่เหมาะจะรับประทานในฤดูร้อน ส่วนประกอบหลักคือ วุ้น ถั่วแดง โมจิ และผลไม้ รับประทานด้วยกันอร่อยสดชื่น มักรับประทานกับน้ำเชื่อมรสต่างๆ ปัจจุบันมีการประยุกต์เพิ่มใส่ไอศครีมเข้าไปด้วย

5.Dango (だんご)

ดังโกะ หรือ Dango (だんご) พูดชื่อขึ้นมาหลายคนคงรู้จักเพราะจะเห็นขนามชนิดนี้อย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น ขนมชนิดนี้ทำจากแป้งข้าวจ้าวนำไปปั้นย่างและราดซอส แม่จะดูธรรมดามากแต่รสชาติอร่อยเหลือเชื่อทีเดียวค่ะ นอกจากแบบต้นตำหรับปัจจุบันจะเห็นดังโกะมีท๊อปปิ้งมากมายตามของชื่อดังของท้องถิ่น เป็น ขนมพื้นเมืองญี่ปุ่น ที่ไม่ควรพลาด

6.Namagashi (生菓子)

Namagashi (生菓子) หรือ นากามาชิ เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวจ้าว สอดไส้ถั่วกวน ความพิเศษของขนมชนิดนี้คือเป็นขนมที่มีความเกี่ยวข้องกับประเพณีชงชา มีหลากหลายรูปแบบและงดงามปราณีตซึ่งได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เป็นศิลปะในรูปขนม

7.ซากุระโมจิ(桜餅)

ซากุระโมจิ (Sakuramochi/桜餅) เป็นขนมสอดไส้ถั่วแดง เนื้อแป้งสีชมพูสดใสและห่อด้วยใบซากุระสวยน่ารัปประทาน ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมรับประทานขนมชนิดนี้เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในเทศกาลเด็กผู้หญิงซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี รูปแบบของขนมมีทั้งแบบก้อนกลมและแผ่นแป้งที่ห่อไส้ถั่วแดง หากไปญี่ปุ่นช่วงนี้จะหากินง่าย ตามร้านสะดวกซื้อเลยทีเดียว

8.Manju(饅頭)

Manju (饅頭) หรือขนมมันจู คือ ขนมสอดไส้โดยแป้งมักทำจากแป้งมันเทศ (บางครั้งใช้แป้งโซบะ) ในส่วนของไส้นั้นอาจเป็นถั่วแดง เป็นถั่วบดและมีมันเทศหรือเกาลัดอยู่ตรงกลางไส้อีกที นำไปนึ่ง อบหรือย่าง ซึ่งรูปลักษณ์ของขนมมีหลากหลายทั้งแบบก้อนกลม ใบเมเปิ้ล หรือมันจูลูกเจี๊ยบ ทั้งน่ากินทั้งน่าอร่อย

สถานที่ท่องเที่ยว


1. พระราชวังอิมพีเรียล

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น
 
          










 พระราชวังอิมพีเรียล แต่เดิมมีชื่อว่า พระราชวังเอะโดะ อีก หนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองโตเกียว เพราะเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่น เดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อ เอะโดะ ที่ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่น รวมทั้งถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร ต่อมาได้ขยายเมืองให้ใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองขนาดใหญ่มากขึ้น หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิ การล้มล้างการปกครองแบบโชกุนลง จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาที่เอะโดะ และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

           ซึ่ง ภายในล้อมรอบด้วยคูเมือง ประตูทางเข้าที่งดงาม และป้อมปราการเก่าแก่ตั้งอยู่ห่างกันเป็นช่วง ๆ ทางเข้าหลักอยู่ใกล้กับนิจูบะชิ สะพานสองชั้น และจะเปิดให้คนภายนอกเข้าชมตามวาระพิเศษต่าง ๆ สวนตะวันออกฮิงะชิ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหอคอยใหญ่ ภายในสวนงดงามไปด้วยดอกไม้หลากหลายพันธุ์ และจะผลิบานตามแต่ฤดูกาล เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสถานที่พักผ่อนในอุดมคติ

2. โตเกียว ทาวเวอร์
10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

          















 โตเกียว ทาวเวอร์ หอคอย สื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี มีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้าน 5 คน อีกทั้งยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของ โลก เป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในปารีส สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น ทั้งนี้ โตเกียว ทาวเวอร์ จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยไม่มีวันหยุด ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาเยือนที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเลย
3. หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ
10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

            










ชิราคาวาโกะ (Shirakawako) หมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงด้วยฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือที่เรียกว่า การสร้างบ้านแบบ กัตโชทสึคุริ (Gassho-zukuri) เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี คำว่า "กัสโช" หมายความว่า พนมมือ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงลักษณะรูปแบบของบ้านที่มีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ซึ่งบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ แถมยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการ ใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

4. ภูเขาฟูจิ
10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

             










 ภูเขาฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และอาจกล่าวได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูงถึง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ และสามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิที่ง่ายที่สุด คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ถ้าคุณนั่งชินกันเซ็นจากโตเกียวที่มุ่งหน้าไปยังนาโงย่า เกียวโต และโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ หรือประมาณ 40-45 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ แต่สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็มอิ่ม และแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามขอเชิญที่ ทะเลสาบทั้งห้า (Fuji Five Lake or Fujigoko) หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu
               นอกจากนี้ รอบ ๆ ภูเขาฟูจิเต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม และเป็น อุทยานแห่งชาติฟูจิฮะโกะเนะอิซุ มีทะเลสาบ 5 แห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โมโตสุโกะ โชจิโกะ ไซโกะ และมีออนเซนหลายแห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โอชิโนะโกะ ฯลฯ นับได้ว่า ภูเขาฟูจิ มีอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีชื่อภูเขาปรากฏอยู่ในบทกลอนญี่ปุ่นหรือภาพพิมพ์ญี่ปุ่น และทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ชื่อสินค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ล้วนตั้งชื่อว่า ฟูจิ เรียกว่าภูเขาฟูจินี้เป็นหัวใจของญี่ปุ่นก็ว่าได้
               ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดอย่างเป็นทางการให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ yokosojapan.org

5. ช้อปปิ้งย่านสุดฮิตที่ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ
10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

               










เมื่อมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ การช้อปปิ้ง ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีแหล่งช้อปที่หลายหลาย แต่ที่ไม่ควรพลาดเลย คือ ย่านชินจุกุ (Shinjuku) แหล่ง ท่องเที่ยวทันสมัยฝั่งตะวันตกของโตเกียว นับเป็นแหล่งช้อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยมที่มีชื่อเสียง โดยยามกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ (Shibuya) เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น ใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมและสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ ที่ สร้างขึ้นจากการถมทะเลในอ่าวโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ เพราะที่นี่มีทั้งแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ ที่เหล่าคู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงาม

6. โอซาก้า
10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

          















      เมืองโอซาก้า (Osaka) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่น และเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันไปมาภายใต้ถนนหลายเส้น ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่เมือง และในฐานะที่เป็นเมืองดั้งเดิมจึงมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นต้นแบบของ ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางความทันสมัยที่สุด และสวนสนุก Universal Studios Japan

               แต่ ที่พลาดไม่ได้อย่างยิ่ง คือ ปราสาทโอซาก้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1586 โดย โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ปัจจุบันเป็นป้อมปราการสูงห้าชั้น จำลองแบบจากของเดิม เก็บรักษาศิลปวัตถุโบราณหลายชิ้น ทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโทโยโทมิและโอซาก้าในอดีต สำหรับแหล่งบันเทิงและย่านช้อปปิ้งที่จะต้องแวะ คือ ย่านอุเมะดะ และ ย่านนัมบะ ที่มีสถานีรถไฟและศูนย์การค้าใต้ดินที่ทันสมัยอยู่จำนวนมาก สำหรับนักจับจ่ายซื้อของและนักชิมอาหาร "คุอุดะโอะเระ" ถนนนักชิมที่มีชื่อเสียงสมคำเล่าลือ ที่ว่าโอซาก้าเป็นเมืองสำหรับนักชิมอย่างแท้จริง อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ เช่น ยากินิกุ, ซูชิ และทาโกะยากิ

7. ปราสาทฮิเมะจิ
10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

            















   ปราสาทฮิเมะจิ (Himeji Castle) ตั้งอยู่เมืองฮิเมะจิ เป็นปราสาทที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พร้อมทั้งได้มีการปิดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2009-2014 แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในและชมกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างใกล้ชิด

               ปราสาทฮิเมะจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ ที่เหลือสุดรอดมาจากยุคสงคราม และได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพราะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม และยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ทั้งฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ในบริเวณปราสาท ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น

               อีกทั้งรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันอีกมากมาย เช่น ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท และลักษณะที่เด่นชัดของปราสาทนี้ คือ ทางเดินสู่อาคารหลักซึ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทั้งประตูและกำแพงในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้ บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย โดยทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ อาคารหลัก และระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย และจนทุกวันนี้ปราสาทฮิเมะจิก็ยังไม่เคยถูกโจมตีเลย ระบบการป้องกันต่าง ๆ จึงยังไม่เคยถูกใช้งาน

8. วัดโทไดจิ
10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

           










    วัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดพุทธที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดของเมืองนารา ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าและสถานที่สำคัญ ของเมืองนาราอีก 7 แห่ง ภายในวัดมี หอไดบุทสึ (Daibutsuden) หรือ วิหารไม้ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึหล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน หล่อโดยช่างสมัยเท็มเปียว (729-764)

9. ฮอกไกโด
10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

              












 ฮอกไกโด (Hokkaido) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของ ญี่ปุ่น ถือเป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย ทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียดดุจแป้งฝุ่นและสกีรีสอร์ท ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ในฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบานช้ากว่าภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่น สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนเหมือนส่วนอื่น ๆ เพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และในฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม

               โดยมี เมืองซัปโปโร (Sapporo) เป็น เมืองหลวงของฮอกไกโด ซึ่งในซัปโปโรมี สวนสาธารณะโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานเทศกาลหิมะที่มีชื่อเสียง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาชมงานในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนี้ ยังมีหอนาฬิกาอันเก่าแก่ และที่ว่าการเมืองฮอกไกโด อีกทั้งย่านร้านค้าซุซุกิโนะ ซึ่งเป็นศูนย์การค้า และแหล่งจับจ่ายซื้อของที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้

               เมืองฮะโกะดะเตะ (Hakodate) เป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของฮอกไกโด ในยามเช้าสามารถเที่ยวตลาดสดขายอาหารทะเลสด ๆ ที่มีให้ชิม ยามสายเที่ยวชมโบสถ์ และป้อมปราการโบราณในเมือง ยามเย็นนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนเขาฮะโกะดะเตะ ชมทิวทัศน์ยามราตรีที่สวยงามได้รอบทิศ ด้านเมืองอะซะฮิกะวะ (Asahikawa) ตั้งอยู่ใจกลางเกาะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟด่วนจากเมืองซัปโปโร และจากเมืองอะซะฮิกะวะไปทางตะวันออกจะมี อุทยานแห่งชาติไดเซะทสุซัง ซึ่งมี บ่อน้ำแร่โซอุนเกียว ให้เพลิดเพลินในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

               นอกจากนี้ ฮอกไกโดยังมีธรรมชาติอันสวยงามที่เป็นชายฝั่งทะเลใกล้ เมืองอะบะชิริ (Abashiri) มีธารน้ำแข็งให้ชมในฤดูหนาว และ คาบสมุทรชิเระโตะโกะ (Shiretoko) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติด้วย อีกทั้งทะเลสาบอะคัง ทะเลสาบมาชูและ ทะเลสาบคุชิโระ และทางตะวันตกของฮอกไกโดมี เมืองโอะตะรุ (Otaru) เป็นเมืองท่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองค้าขาย ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 รอบ ๆ เมืองจะมีคลองโอะตะรุ เป็นโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยบุกเบิก มีถนนร้านซูชิที่สดที่สุดในโลกให้ลองลิ้มชิมรส

10. ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

              










เมืองฟุระโนะ ตั้งอยู่ใจกลางฮอกไกโดพอดี เป็นที่รู้จักกันในนามทุ่งดอกไม้ที่มีภูเขาล้อมรอบไว้ ทำให้ที่นี่มีความแตกต่างของอากาศในช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อนราว 30 องศา และที่สำคัญที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดู หนาว ในหน้าร้อนจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะที่ ฟาร์มโทมิตะ ซึ่งมีการปลูกลาเวนเดอร์ที่ทั้งสวยงามและกว้างใหญ่ไพศาล รวมทั้งดอกไม้อื่น ๆ โดยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนกระทั่งกลางเดือน กันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะหนามาก ทำให้กลายเป็นลานสกีที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับลานสกีในช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี

วัฒนธรรมญี่ปุ่น

1.กิโมโน
เชื่อว่าหลายๆคนพอได้ยินว่า “กิโมโน” ก็จะต้องร้องว้าวกันแน่ๆ เพราะความสวยงามของลวดลายบนผืนผ้าสไตล์ญี่ปุ่นแบบนี้ ไม่อาจจะหาที่ใดได้เหมือน แถมยังทำขึ้นด้วยฝีมืออันประณีต ใครเห็นก็ตกตะลึงกันทั้งนั้น กิโมโนยังนิยมสวมใส่กันอยู่บ้างตามงานพิธีที่สำคัญ งานเทศกาล หรืองานฉลองแต่งงาน เป็นต้น บางบริษัทมีบริการให้นักท่องเที่ยวได้ใส่กิโมโน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และเดินเที่ยวชมเมือง ซึ่งการใส่กิโมโนจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก และใช้เวลาใส่นานมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเลยค่ะ

20161224-15-01-Japanese-Traditions-Top8



2. สวนญี่ปุ่น
สวนญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นเพียงแค่สวยสวยๆธรรมดาเท่านั้นค่ะ เพราะสวนญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการออกแบบตามหลักปรัชญาของศาสนาพุทธ สวนญี่ปุ่นจึงสะท้อนถึงความสงบในจิตใจ ของตกแต่ง อย่างก้อนหิน สะพานไม้ สระน้ำ และต้นไม้ต่างๆจะถูกจัดวางอย่างมีความหมาย และวางให้อยู่อย่างสมดุลกัน  สวนญี่ปุ่นหลายแห่งยังมีส่วนประกอบอยู่หลากหลายจนอาจเรียกได้ว่าเป็นวัด หรือศาลเจ้าย่อมๆเลยทีเดียว

20161224-15-02-Japanese-Traditions-Top8


3.อาหาร
อาหารสไตล์ญี่ปุ่นแบบโบราณยังคงได้รับการสืบทอดให้คงอยู่ จากรุ่นต่อรุ่น โดยไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาหารของญี่ปุ่นนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดในโลกทีเดียว ซึ่งเมนูที่สุดยอดที่สุด ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดก็คือ “ซูชิ” หรือข้าวปั้นซึ่งมีปลา หรืออาหารทะเลอยู่ด้านบน ประเทศเกาะที่ล้อมรอบด้วยทะเลอย่างญี่ปุ่น ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะว่าอาหารทะเลที่นี่จะสด และอร่อย แถมเมื่อได้ผ่านมือเชฟผู้จัดการปรุงข้าว และหั่นปลาดิบอย่างช่ำชองด้วยแล้ว...เกินบรรยายเลยค่ะ
นอกจากนั้น อาหารพวกเสียบไม้ปิ้งย่าง อย่างเทปปันยากิของญี่ปุ่นก็เป็นอีกเมนูที่ควรลิ้มลองค่ะ 20161224-15-03-Japanese-Traditions-Top8



4. พิธีชงชา
พิธีชงชาเป็นวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น และเรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์หนึ่งของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ พิธีชงชาเป็นพิธีที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง และเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นยังเป็นการแสดงความเคารพต่อแขกผู้มาเยี่ยมเยียนและทำให้ผู้คนได้มารวมตัวกัน ทั้งยังแฝงไปด้วยปรัชญาของศาสนาพุทธ นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวที่ได้เข้าร่วมในพิธีชงชายังจะมีโอกาสได้ลิ้มรสชาเขียวชั้นดี ที่ชงแบบต้นตำรับแท้ๆอีกด้วย

20161224-15-04-Japanese-Traditions-Top8


5. การเขียนพู่กันญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการสร้างสรรค์ตัวอักษรที่สวยงาม โดยเฉพาะการเขียนตัวอักษรจากปลายพู่กัน ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝน การฝึกฝนเขียนพู่กันนี้ เป็นหนึ่งในหนทางในการผ่อนคลาย และฝึกสมาธิ ไปพร้อมๆกับการสร้างสรรค์อีกด้วย ในการเดินทางไปญี่ปุ่น คุณเองก็สามารถฝึกเขียนพู่กันญี่ปุ่นเบื้องต้นด้วยตัวเอง โดยใช้พู่กันแบบญี่ปุ่น และหมึกสำหรับการเขียนพู่กัน ซึ่งมีขายทั่วไป หรือถ้าไม่ถนัด ซื้อไปเป็นของฝากก็แนะนำค่ะ

6. การแช่งซูโม่
การแข่งขันซูโม่ เรียกได้ว่าเป็นกีฬาประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวห้ามพลาดที่จะไปเที่ยวชมการแข่งขันดูสักครั้ง นอกจากการแข่งขันแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้เห็นประเพณีอันหลากหลายของคนญี่ปุ่น อย่างการโรยเกลือไปที่วงแหวนของสนามแข่งขัน เพื่อเป็นการชำระล้างความชั่วร้าย ก่อนมีการแข่งขันอีกด้วย

20161224-15-05-Japanese-Traditions-Top8



7. เทศกาลชมดอกซากุระ
ถ้าหกาหคุณอยู่ในญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะต้องไม่พลาดเทศกาลชมดอกซากุระ ซึ่งเป็นเทศกาลที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดอย่างหนึ่งในโลกเลยทีเดียวเชียวค่ะ ทุกๆปีเมื่อซากุระบาน คนญี่ปุ่นก็จะออกมาสังสรรค์ นั่งปิกนิกกันใต้ต้นซากุระ เพื่อชื่นชมความสวยงามของเหล่าดอกไม้ ส่วนใหญ่แล้ว เทศกาลชมดอกซากุระจะจัดขึ้นทั่วทุกที่ในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่โอกินาว่า หรือที่ปราสาทมัทสึยามะจะมีการจัดอย่างยิ่งใหญ่เป็นพิเศษค่ะ

20161224-15-06-Japanese-Traditions-Top8


8. อิเคบานะอิเคบานะ หรือการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่โงดังไปทั่วโลก จุดมุ่งหมายของการจัดดอกไม้แบบอิเคบานะ คือการจัดสมดุลของดอกไม้เพื่อให้เกิดความงาม และสื่อถึงความสงบสุข ความสมดุล และการสื่อสารกับธรรมชาติ ซึ่งรากฐานของการจัดดอกไม้แบบนี้ก็คือศาสนาพุทธเช่นกันค่ะ

cites

CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) คือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับส...