วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

cites



CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) คือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชพรรณจากป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เพื่อปกป้องและคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชพรรณป่าจากการใช้ประโยชน์เพื่อการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมากจนอาจทำให้สัตว์และพืชบางชนิดสูญพันธุ์ได้ ปัจจุบันมีประเทศที่เป็นสมาชิกอนุสัญญา CITES ทั้งสิ้น 152 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยซึ่งเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญา CITES เมื่อปี พ.ศ. 2526

ภายใต้อนุสัญญา CITES ประเทศสมาชิกต้องจัดให้มีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ใช้บังคับตามข้อกำหนดของอนุสัญญา โดยการห้ามทำการค้าพันธุ์พืชและสัตว์ที่เป็นการละเมิดอนุสัญญา CITES และมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอนุสัญญา CITES จะประชุมกันในทุก 2 ปี เพื่อทบทวนการนำข้อบังคับของ CITES ไปใช้ ตลอดจนเพื่อทบทวนความเหมาะสมของบัญชีสัตว์และพืชที่อยู่ในอนุสัญญาด้วย

สำหรับบัญชีพืชและสัตว์ตามข้อกำหนดของอนุสัญญา CITES (Appendix) สามารถจำแนกตามความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ดังนี้ Appendix I เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่ใกล้สูญพันธุ์และอาจสูญพันธุ์ได้หากยังนำมาค้าขายกันอยู่ เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี กล้วยไม้เอื้องปากนกแก้ว เป็นต้น การค้าสัตว์หรือพืชที่ใกล้สูญพันธุ์มีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากจนอาจเรียกได้ว่าเป็นบัญชีสัตว์หรือพืชที่ห้ามทำการค้าขายกันโดยปริยาย เว้นแต่เป็นการขยายพันธุ์หรือ เพาะพันธุ์เพื่อการศึกษาและวิจัยเท่านั้น

Appendix II เป็นบัญชีสัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่าที่เหลือค่อนข้างน้อยแต่ยังไม่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นปรง ต้นพญาไร้ใบ ต้นกฤษณา เป็นต้น สัตว์หรือพืชในบัญชีนี้ได้รับอนุญาตให้มีการค้าขายได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการควบคุมที่เข้มงวด อาจสูญพันธุ์ได้ในที่สุด

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/ryt9/251162


ตัวอย่างสัตว์

 แพนด้าแดง (Ailurus fulgens



 ชิมแปนซี (Pan spp.)



พืช


 เมื่อยขาว (Gnetum montanum Markgr.)







cop24

   

cop24 ย่อมาจาก conference of the paties to the United Nations Framework Convention


           United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC หรือ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 24 หรือ COP24 เริ่มขึ้นแล้ว โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกเกือบ 200 ประเทศเข้าร่วมการประชุม ระหว่างวันที่ 3 - 14 ธันวาคม 2561 ณ เมืองคาโตวีตเซ สาธารณรัฐโปแลนด์ การประชุมใหญ่ระดับโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวทีนี้ มีวาระสำคัญคือ การออกกฎกติกาใหม่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตามข้อตกลงปารีส ปี 2015 (พ.ศ.2558)
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวไทยในวันเปิดการประชุมที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 4-9 กันยายนที่ผ่านมาว่า นายมีเคล กูร์ตีกา ว่าที่ประธานการประชุม COP24 กล่าวว่า การเปิดการประชุมที่กรุงเทพฯ จัดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้นานาชาติสามารถสรุปหลักเกณฑ์ที่ภาคี 197 ประเทศจะปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสปี 2558 เรื่องการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หากนานาชาติไม่สามารถสรุปหลักเกณฑ์ได้ภายในการประชุม COP-24 ที่โปแลนด์ ข้อตกลงปารีสก็จะหมดความน่าเชื่อถือ ทุกฝ่ายจึงต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด ต้องมีข้อเสนอและทางออกที่เป็นรูปธรรมในเวลานี้
ข้อตกลงปารีสกำหนดไว้ว่า จะจัดสรรเงินปีละ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับจากปีพ.ศ.2563 ให้แก่ประเทศยากจนที่เผชิญปัญหาน้ำท่วม คลื่นความร้อน ระดับน้ำทะเลสูง และพายุรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ประเทศยากจนต้องการให้จัดสรรเงินนี้ด้วยงบของรัฐ แต่ประเทศร่ำรวยต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมสมทบและมีกำไรในการดำเนินโครงการ อีกทั้งประธานาธิบดีนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงและไม่ยอมจ่ายเงินที่รัฐบาลชุดก่อนรับปากไว้ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ข้อตกลงปารีสยังกำหนดไว้ว่า จะจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส แต่สิ่งที่นานาชาติรับปากเปิดทางให้อุณหภูมิโลกสูงเกินกว่า 3 องศาเซลเซียส

สนธิสัญญา

         สนธิสัญญาปารีส


ความตกลงปารีส (อังกฤษParis Agreement) เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 ความตกลงดังกล่าวเจรจากันในช่วงการประชุมภาคีสมาชิกของยูเอ็นเอฟซีซีซีครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้รับความเห็นชอบในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558 โลร็อง ฟาบีอุส ประธานที่ประชุมและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของฝรั่งเศส กล่าวว่าแผนการอัน "ทะเยอทะยานและสมดุล" นี้คือ "จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์" ในความพยายามลดภาวะโลกร้อน


สนธิสัญญาโตเกียว

พิธีสารเกียวโต (อังกฤษKyoto Protocol) ต่อท้ายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก UNFCCC เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรลุ "เสถียรภาพความเข้มข้นของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศที่ระดับซึ่งจะป้องกันการรบกวนอันตรายจากน้ำมือมนุษย์กับระบบภูมิอากาศ"ที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โดฮาในปี 2555 ภาคีพิธีสารเกียวโต ตกลงระยะผูกมัดการลดการปล่อยที่สองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งเกิดขึ้นในรูปของการแก้ไขพิธีสารฯ 37 ประเทศซึ่งมีเป้าหมายผูกพันในระยะผูกมัดที่สอง ได้แก่ ออสเตรเลีย รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปทุกรัฐ เบลารุส โครเอเชีย ไอซ์แลนด์ คาซัคสถาน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์และยูเครน] เมื่อรวมกันแล้ว ประเทศเหล่านี้จะลดการปล่อยร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับระดับเมื่อปี 2533 ระหว่างปี 2556-2563 เป้าหมายอาจปรับเพิ่มขึ้นในปี 2557 เป้าหมายการปล่อยที่ระบุไว้ในระยะผูกมัดที่สองจะมีผลต่อการปล่อยแก๊สเรือนกระจกของโลกราวร้อยละ 15 ภาคีภาคผนวกที่ 1 หลายรัฐซึ่งเข้าร่วมในพิธีสารเกียวโตรอบแรกมิได้รับเป้าหมายใหม่ในระยะผูกมัดที่สอง ได้แก่ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และรัสเซีย ภาคีภาคผนวกที่ 1 อื่นซึ่งไม่มีเป้าหมายรอบสอง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (ซึ่งไม่เคยเป็นสมาชิกของพิธีสารฯ) และแคนาดา (ซึ่งถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต มีผลบังคับปี 2555)


สนธิสัญญากรุงโรม


สนธิสัญญาโรม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1958 มีการลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1957 โดยเบลเยียม ฝรั่งเศส อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีตะวันตก คำว่า "เศรษฐกิจ" ถูกลบออกจากชื่อสนธิสัญญา โดยสนธิสัญญามาสตริกต์ ใน ค.ศ. 1993 และสนธิสัญญาดังกล่าวเปลี่ยนใหม่เป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการทำหน้าที่ของสหภาพยุโรป เมื่อสนธิสัญญาลิสบอนมามีผลใช้บังคับใน ค.ศ. 2009
ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเสนอให้ค่อยๆ ปรับภาษีศุลกากรลดลง และจัดตั้งสหภาพศุลกากร มีการเสนอใช้จัดตั้งตลาดร่วมสินค้า แรงงาน บริการและทุนภายในรัฐสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และยังได้เสนอให้จัดตั้งนโยบายการขนส่งและเกษตรร่วมและกองทุนสังคมยุโรป สนธิสัญญายังได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการยุโรป


สนธิสัญญาริโอเดจาเนโร

กติกาสัญญาป้องกันในระดับภูมิภาค ลงนามกันที่เมือง ริโอ เดอ จาไนโร เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1947 กำหนดให้มีระบบความมั่นคงร่วมกัน เพื่อต้านทานปฏิบัติการรุกรานที่จะมีมาในซีกโลกตะวันตก ประเทศภาคีของสนธิสัญญาประกอบด้วยสาธารณรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาจำนวน 21 สาธารณรัฐด้วยกัน แต่ต่อมามีสาธารณรัฐหนึ่ง คือ รัฐบาลคัสโตรของคิวบา ได้ถูกกีดกันออกไปมิให้เข้าร่วมอยู่ในระบบป้องกันระหว่างรัฐในทวีปอเมริกานี้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 เป็นต้นมา ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้นั้น ก็ให้ดำเนินการโดยผ่านทางการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศขององค์การรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริกา (โอเอเอส) หรือที่ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ดำเนินการโดยคณะมนตรีขององค์การโอเอเอส สนธิสัญญานี้ใช้บังคับทั่วพื้นที่ในซีกโลกตะวันตก คือครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ขั้วโลกเหนือจนจรดขั้วโลกใต้ และมีขอบเขตในการดำเนินการ คือ ต่อต้านการรุกรานโดยอ้อมกล่าวคือ "ที่มิใช่เป็นการโจมตีด้วยอาวุธ" รวมทั้งการโจมตีโดยตรง ที่กระทำต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในทวีปอเมริกา ในกรณีที่เป็นการโจมตีโดยตรงนั้น ภาคีสมาชิกแต่ละประเทศตกลงที่จะปฏิบัติการต่อต้านผู้รุกราน และให้ภาคคีสมาชิกแต่ละประเทศตัดสินใจเองว่าจะใช้วิธีการตอบโต้อย่างไร จนกว่าจะได้มีการตกลงร่วมกันในมาตรการต่าง ๆ ที่จะใช้ร่วมกัน ส่วนในกรณีที่เป็นการรุกรานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีโดยตรง ตัวอย่างเช่น รัฐหนึ่งให้การสนับสนุนการปฏิวัติในอีกรัฐหนึ่ง กรณีเช่นนี้ก็ให้ภาคีสมาชิกปรึกษาหารือกันเท่านั้น แต่เมื่อจะมีการใช้มาตรการบังคับต่าง ๆ นับแต่มาตรการทางการทูตและทางการเศรษฐกิจจนถึงมาตรการทางการทหาร ก็จะต้องมีเสียงสนับสนุนสองในสามของมวลภาคีสมาชิกของสนธิสัญญาพันธมิตรฉบับนี้ 



วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561



โครงงานบัวลอยสี่สหาย

Related image

                                                                                          บทคัดย่อ
             
โครงงานเรื่องบัวลอยสี่สหายมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค้นคว้าบัวลอยสูตรใหม่ๆที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน การทำบัวลอยสามสหายนั้นเรายังนำเอาไส้เผือก ถั่วเหลือง แครอท มาใช้ประโยชน์อีกทางหนึ่ง เพราะเผือก ถั่วเหลือง แครอท นั้นสามารถหาได้ง่ายในชุมชนจึงทำให้เผือก ถั่วเหลือง แครอท มีราคาถูก จึงเกิดการล้นตลาดละก็เน่าเสียไปด้วยและไม่ได้ใช้ประโยชน์ เราจึงคิดทำบัวลอยสามสหายนี้ขึ้นมา
             การทำบัวลอยสี่สหายเรามีการทดลองทำจนแน่ใจว่าสามารถรับประทานได้และสามารถนำออก จำหน่ายได้และบัวลอยสามสหายนี้ยังมีรสชาติที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบัวลอยสามสหายนี้ จะเป็นการชักชวนเยาวชนไทยให้หันมาสนใจขนมไทยมากขึ้นด้วย


บทที่ 1

บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
            
บัวลอย จัดเป็นขนมไทยที่มีอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่ทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลต่างๆ วัตถุดิบการทำกลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องของรสชาติ สีสัน สวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการทำขนมอย่างประณีต
            ขนมไทย เป็นของหวานที่ทั่วอาณาจักรไทยได้ทำขึ้นมาประทานกันมาตั้งแต่โบราณ มีเอกลักษณ์ คือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบต่างๆ วิธีการทำ ที่มีความพิถีพิถันที่มุ่งให้มีรสชาติที่อร่อย หอม หวาน มีสีสันสวยงาม รูปลักษณ์น่ารับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ที่ประณีตบรรจงของขนมแต่ละชนิดแตกต่างออกไป การทำขนมไทยเป็นอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยนั้นเป็นคนมีลักษณะนิสัยอย่างไร เนื่องจากขนมไทยแต่ละชนิด ล้วนมีเสน่ห์ รสชาติแตกต่างกันออกไป และมีวิธีการทำอย่างพิถีพิถัน จึงแสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ เป็นต้น     

วัตถุประสงค์
ปัจจุบันคนไทยเริ่มทานขนมไทยกันน้อยลง เนื่องจากคนไทยหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น และบริโภคของหวานน้อยลง ทางผู้จัดทำมีความคิดที่จำให้ขนมไทยมีความแปลกใหม่ขึ้นจึงได้ทำบัวลอยสี่สหายขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีการทำได้อย่างสะดวกขึ้น
สมมุติฐาน
สามารถใช้ไส้จากพืชธรรมชาติ และนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้
ขอบเขต
เน้นกลุ่มนักเรียน ครู อาจารย์โรงเรียนสุรวิทยาคาร และบุคคลที่สนใจเรื่องขนมไทย 
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.เป็นแนวทางในการทำกิจกรรมเสริมเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน
2.ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
3.เพื่อนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรู้จักแปรรูปอาหาร


บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
แครอท










แครอท ชื่อสามัญ Carrot
แครอท ชื่อวิทยาศาสตร์ Daucus carota L. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE)
แครอท เป็นพืชในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง เป็นที่นิยมปลูกและรับประทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าดินสอไปจนถึงขนาดใหญ่ และมีหลากหลายสี เช่น สีเหลือง สีม่วง แต่ที่นิยมรับประทานนั้นจะเป็นแครอทส้มและยังจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย
ประโยชน์ของแครอท
1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิว ให้สดใสเปล่งปลั่ง
2. ช่วยป้องกันเซลล์ผิวไม่ให้ถูกทำลายได้ง่าย จากมลภาวะแสงแดดต่าง ๆ
3. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย
4. ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน เหงือก เล็บ ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
5. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัย และการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
6. ช่วยสร้างสร้างภูมิต้านทานโรคของร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
7. ช่วยยับยั้งต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง
8. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย
9. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสู

 เผือก












เผือก ชื่อสามัญ Taro (ภาษาจีนเรียกว่า โอ่วไนโอ่วถึงโทวจือ
เผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ Colocasia esculenta (L.) Schott จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)
               เผือกมีสายพันธุ์มากกว่า 200 พันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทเอดโด (eddoe) ได้แกColocasia esculenta var. antiquorum หรือ Colocasia esculenta var. globulifera ประเภทนี้จะเป็นเผือกที่มีหัวขนาดไม่ใหญ่ และมีหัวเล็กกว่าล้อมรอบอยู่หลายหัว ทุกหัวใช้รับประทานและใช้ทำพันธุ์ได้ ส่วนอีกประเภทคือ ประเภทแดชีน (dasheen) ได้แก่ Colocasia esculenta var. esculenta ประเภทนี้เป็นเผือกที่มีหัวขนาดใหญ่ และมีหัวขนาดเล็กล้อมรอบ ใช้รับประทานได้ เผือกประเภทนี้ได้แก่ เผือกหอม ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกทั่วไปในบ้านเรา
              เผือกในเมืองไทยเท่าที่ทราบจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ได้แก่ เผือกหอม (ชนิดหัวใหญ่ แต่ละหัวมีน้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม และมีหัวเล็กติดอยู่กับหัวใหญ่เล็กน้อย ใช้ต้มรับประทานได้ มีกลิ่นหอม ส่วนกาบใบเป็นสีเขียว มีขนาดใหญ่)เผือกเหลือง (หัวสีเหลืองขนาดย่อม)เผือกไม้ หรือ เผือกไหหลำ (หัวมีขนาดเล็ก)และเผือกตาแดง (ตาของหัวเป็นสีแดงเข้ม มีหัวเล็กล้อมรอบหัวใหญ่เป็นกลุ่มจำนวนมาก กายใบและเส้นใบเป็นสีแดง)
ลักษณะของเผือก
             ต้นเผือก เผือกมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ปัจจุบันมีการเพาะปลูกกันมากทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย แอฟริกา และในหมู่เกาะในอเมริกากลาง แต่มักจะปลูกเพื่อใช้บริโภคภายในท้องถิ่นมากกว่าปลูกเพื่อการค้าในตลาดโลก โดยจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปีดู มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะของหัวเป็นรูปลูกข่างกลม สีน้ำตาล และมีขนาดใหญ่ และมีหัวเล็ก ๆ อยู่ล้อมรอบ หัวจะมีรูปร่างกายขนาดที่แตกต่างกันออกไป โดยปกติลำต้นมีความสูงประมาณ 0.4-2 เมตร
           ใบเผือก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบมีขนาดใหญ่ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจหรือเป็นรูปลูกศรแกมรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบแต่ละด้านกลมหรือเป็นเหลี่ยม เห็นเส้นใบได้ชัดเจน ก้านใบอาจยาวได้ถึง 1 เมตร ใบมีขนาดและสีที่ต่างกันตามสายพันธุ์ โดยใบจะเกิดจากใต้ดิน
           ดอกเผือก ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกเป็นช่อเชิงลดมีกาบ ออกเดี่ยวหรือหลายช่อ ก้านช่อดอกมีความยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร สั้นกว่าก้านใบ กาบหุ้มช่อดอกยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร ลักษณะตั้งตรงเป็นสีเขียว ปลายกาบเรียวแหลมยาวคล้ายหาง ช่อดอกสั้นกว่ากาบ ดอกจะทยอยบานเรื่อย ๆ ดอกเพศเมีย
ผลเผือก ผลเป็นสีเขียวเปลือกบาง ไม่ค่อยมีเมล็ด แต่บางสายพันธุ์ก็ติดเมล็ดได้
สรรพคุณของเผือก
-ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (หัว)
-ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการใช้หัวเผือก 100 กรัม นำมาต้มใส่กับข้าวสวย 100 กรัม แล้วต้มให้เป็นโจ๊ก ใช้รับประทาน (หัว)
-ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้หัวเผือก 100 กรัม นำมาต้มใส่กับข้าวสวย 100 กรัม ต้มให้เป็นโจ๊ก ใช้รับประทานจะช่วยทำให้ฟื้นไข้ได้เร็วขึ้น (หัว)


 ถั่วเหลือง


          









   จากถั่วเหลืองจัดเป็นถั่วเมล็ดแห้ง (legume) ซึ่งอยู่ในกลุ่มพืชน้ำมัน (oil crop) นำไปใช้เป็นวัตถุดิบ เพื่อการสกัดเป็นน้ำมันถั่วเหลือง และยังนำมาแปรรูป (food processing) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้หลากหลาย เพื่อเป็นแหล่งโปรตีน เช่น โปรตีนเกษตร (textureized vegetable protein) โปรตีนถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์อาหารหมักจากถั่วเหลือง เช่น ซี้อิ้ว (fermented soy sauce) เต้าเจี้ยวมิ โซะ เต้าหู้ยี้ เทมเป้ ถั่วเน่า เป็นต้น
ลักษณะทางพฤษศาสตร์
             ฝักถั่วเหลืองพัฒนามาจากรังไข่ ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นฝักรูปยาวและโค้ง ภายในมีเมล็ด 2-3 เมล็ด เรียงตัวอยู่ตามแนวนอนเมล็ดถั่วเหลืองมีรูปร่างค่อนข้างกลมรี มีลักษณะเว้าทางด้านของเมล็ดที่มี hilum ขนาดของเมล็ดแตกต่างกันตามพันธุ์ ฤดูกาลปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปริมาณน้ำที่ได้รับ โดยทั่วไปมีขนาดเมล็ด 100 เมล็ดมีน้ำหนัก 5-20 กรัม
โครงสร้างของเมล็ดถั่วเหลือง
เมล็ดถั่วเหลืองมีโครงสร้างแบบถั่วเมล็ดแห้ง โดยมีส่วนประกอบหลักดังนี้
1. เปลือกนอกเมล็ด (seed coat หรือ testa) เป็นส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดไว้ สี ของเปลือกนอกมีหลายสีด้วยกัน เช่น
สีเหลืองอ่อน สีเหลืองเข้ม สีเหลืองแกมเขียว สีเขียว สีน้ำตาลอ่อน และสีดำ ทางด้านเว้าของเมล็ดจะพบ hilum หรือ seed scar ซึ่งเป็น จุดที่เมล็ดติดกับฝัก มีสีแตกต่างกันตามพันธุ์ เช่น สีดำ สีน้ำตาล และสีเหลืองเข้ม ทางปลายด้านหนึ่งของ hilum มีรูเล็กๆ เรียกว่า micropyle ซึ่งเป็นทางออกของ radicle ซึ่งงอกเป็นราก
2. ต้นอ่อนขณะอยู่ในเมล็ด (embryo) เป็นเนื้อเยื่อทั้งหมดที่อยู่ในเมล็ด ประกอบด้วย
2.1 ใบเลี้ยง (cotyledon) จำนวน 2 ใบ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเปลือก นอกเข้าไป มีขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ในการสะสมอาหาร ซึ่งอุดมไปด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และมีน้ำมันสูง ทำให้ถั่วเหลืองเป็นพืชน้ำมัน และยังมีวิตามิน
เกลือแร่ และสารอาหารที่มีประโยชน์กับมนุษย์และสัตว์อีกหลายชนิด ส่วนนี้จะหายไปเมื่อถั่วเหลืองมีการเจริญเติบโต
2.2 ส่วนยอดของต้นอ่อน ขณะอยู่ในเมล็ด (plumule) เป็นจุดเจริญ ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นใบจริงและลำต้นต่อไป เอพิคอทิล (epicotyl) คือส่วนที่อยู่เหนือตำแหน่งที่ยึดติดกับใบเลี้ยง ส่วนนี้เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นลำต้น ใบและดอกไฮโพทอคิล (hypocotyl) คือ ส่วนที่อยู่ระหว่างตำแหน่งที่ติดของใบเลี้ยง กับตำแหน่งของรากแก้ว ส่วนนี้เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น และเรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนล่างสุดของเอมบริโอ อยู่ต่อจากไฮโพคอทิลลงมา ต่อไปจะเจริญเป็นรากแก้ว
ส่วนประกอบทางเคมีของถั่วเหลือง
เมล็ดถั่วเหลือง เป็นถั่วเมล็ดแห้ง ที่มีอุดมด้วยสารอาหารหลายชนิด โดยสะสมอยู่ในส่วนของใบเลี้ยง ซึ่งเป็นส่วนเนื้อในของถั่วเหลืองประกอบด้วยโปรตีนสูง และน้ำมันสูง เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุในเมล็ดถั่วเหลืองยังมีสารที่พบในปริมาณน้อย แต่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย (functional food) บางชนิดนำมาใช้เพื่อเป็นโภชนเภสัช (nutraceutical) เช่น เลซิทิน (lecithin)
ไฟโตอีสโทรเจน (phytoestrogen) ซึ่งไฟโตอีสโตรเจนที่พบมากใน ถั่วเหลืองมีไอโซฟลาโวน ที่สำคัญคือ
ไดซีน (daidzein) และ จีนิสทีน (genistein)

ใบเตย

ใบเรียต้นเตยหอม จัดเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ขึ้นเป็นกอ มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวจนถึงยอดใบ ลักษณะของใบเป็นทางยาว สีเขียวเป็นมัน ใบค่อนข้างแข็ง มีขอบบ เราสามารถนำใบเตยมาใช้ได้ทั้งใบสดและใบแห้ง ในใบเตยจะมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย (Fragrant screw pine) โดยกลิ่นหอมของใบเตยนั้นมากจากสารเคมีที่ชื่อว่า 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ใน ข้าวหอมมะลิ ขนมปังขาว และดอกชมนาด
ใบเตย
                                                   













            บทที่3  

ขั้นตอนการดำเนินงาน

วิธีการดำเนินงาน

1.แบ่งกิจกรรมตามหน้าที่
2.สืบค้นหาข้อมูล
3.รวบรวมขอมูล
4.จัดทำเป็นรูปเล่มที่สวยงาม
5.จัดทำเป็นโครงงานนำเสนอ
 วัตถุดิบ
1.แป้งข้าวเหนียว
2.น้ำตาล
3.เกลือ
4.นมสด
5.เผิอก
6.แครอท
7.ถั่วเหลือง
8.น้ำเปล่า

วิธีทำ



1.เริ่มจาก ต้มแป้งที่ปั้นไว้แล้วให้สุก โดยตั้งน้ำให้เดือด เทแป้งลงไป รอแป้งสุกลอยขึ้นมาตักใส่ตะแกรง ล้าง
น้ำแบบผ่านๆ แล้ววางพักไว้




2.นมสด+น้ำตาล+เกลือ ใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อน ต้มไปพอร้อนเห็นฟองขอบๆหม้อ(ไม่ถึงกับเดือด) ชิมรส




 3.เทนมข้นจืดลงไปตบท้าย รอร้อน เสร็จปิดไฟ พร้อมเสิร์ฟ ทานร้อนๆ อร่อยไปเลยค่ะ





                                                                        บทที่ 4
                                                                ผลการดำเนินการ
            

จากการศึกษาค้นคว้าและฝึกทำบัวลอยมีไส้ผลที่ได้คือ พวกเราได้เรียนรู้วิธีการทำขนมที่ถูกวิธี และได้บัวลอยมีไส้ที่อร่อยและแปลกใหม่จากเดิมด้วยวิธีข้างล่างนี้

วัสดุ อุปกรณ์

1.หม้อ
2.ถ้วย
3.เตาแก๊ส
4.ทัพพี
5.มีด
6.เขียง
7.ถาด
8.ตะแกรง


                                                                           บทที่5
                                                       สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเรื่อง บัวลอยสี่สหายซึ่งประกอบด้วย
5.1 วัตถุประสงค์ของการศึกษา
    ปัจจุบันคนไทยเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับการทานขนมไทยน้อยลง เนื่องจากคนไทยเราหันมาสนใจสุขภาพกันมาก และเริ่มบริโภคขนมหวานกันน้อยลง และหันไปทานขนมกรุบกรอบแทนและอาจเป็นไปได้ว่าขนมไทยเป็นขนมดั้งเดิมจึงได้รับการนิยมในการบริโภคน้อยลงทางผู้จัดทำจึงมีความคิดที่จะทำขนมไทย (บัวลอยสี่สหาย) ให้มีความแปลกใหม่ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาและสามารถค้นคว้าเกี่ยวกับสูตรวิธีการทำได้อย่างสะดวกขึ้น
5.2 ขอบเขตของการศึกษา
    ขอบเขตโครงงานจะเน้นที่กลุ่มนักเรียน ครู อาจารย์ในโรงเรียนสุรวิทยาคาร และบุคคลที่สนใจในเรื่องขนมไทย ได้แสดงความคิดเห็น สำหรับโครงงานเรื่องบัวลอยสี่สหาย
5.3 สรุปและอภิปรายผลการศึกษา
    ขนมบัวลอยเป็นขนมไทยพื้นบ้านของชาวไทย ที่รู้จักกันทั่วทุกภูมิภาค แต่ละพื้นที่จะมีสูตรและเคล็ดลับที่แตกต่างกันไป  โดยเฉพาะขนมบัวลอย สูตรของนางกวย อัตจักร์ ซึ่งเป็นชาวอีสานและมีภูมิลำเนาเป็นคนบ้านโนนศิลา อำเภอโนนศิลาโดยกำเนิด ได้รู้จักวิธีการทำขนมบัวลอยมาเมื่อครั้งยังเป็นสาว โดยได้เรียนรู้จากแม่ และเริ่มปรับปรุงพัฒนารูปแบบ ส่วนผสม ตลอดจนการรู้จักดัดแปลงหรือนำเอาวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสม ในบัวลอย จากที่เคยทำขนมบัวลอยเพื่อไว้รับประทานกันเองภายในคอบครัว หรือแบ่งไปทำบุญที่วัดในอดีต ก็ได้พัฒนาฝีมือขึ้นมาเพื่อขายให้ผู้คนในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียง และนำไปขายควบคู่กับอาหารพื้นบ้านที่ตัวเองทำขายอยู่เป็นประจำ ทำให้มีรายได้จากการค้าขายเพิ่มขึ้นซึ่งนายกวย ได้มองเห็นโอกาสที่ว่าในปัจจุบันไม่ค่อยมีคนทำขนมบัวลอยรับประทานกันเนื่องจากเห็นว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เสียเวลา และสามารถซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด จึงทำขนมบัวลอยไว้จำหน่ายให้บุคคลในหมู่บ้านตลอดจนผู้คนที่มาติดต่อราชการ ณ ที่ว่าการอำเภอโนนศิลา ซึ่งนางกวยตั้งใจที่จะทำขนมบัวลอยขายคู่กับอาหารพื้นบ้านให้คนพื้นบ้านอีสานและโดยเฉพาะชาวอำเภอโนนศิลาได้รับประทานตลอดไป เพื่อเป็นการสืบทอดการทำขนมบัวลอยคงไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ อนุรักษ์สืบสานต่อไป ทั้งนี้นางกวย กล่าวว่ายินดีที่ได้คำแนะนำ วิธีการทำในทุกขั้นตอนแก่ผู้สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
บัวลอยเป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่โบราณ โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลและงานพิธีการ วัตถุดิบการทำที่กลมกลืน พิถีพิถันในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทานขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมนั้นๆ
5.4 ข้อเสนอแนะ
    การทำรายงานค้นคว้าฉบับนี้มีข้อมูลครบถ้วนแต่อาจจะไม่สมบูรณ์เพียงพอ ผู้สนใจจึงควรศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการทำขนมบัวลอย ได้ที่แหล่องข้อมูลเพื่อการศึกษาข้อมูลที่ครบถ้วน



cites

CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) คือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับส...